svasdssvasds

ถอดรหัส ‘หงสาวดี’ เมื่อการจับจิ้น เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้เป็นเรื่องย่อยง่าย

ถอดรหัส ‘หงสาวดี’ เมื่อการจับจิ้น เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้เป็นเรื่องย่อยง่าย

เมื่อ 'การจับจิ้น' เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้เป็นเรื่องย่อยง่าย! ถอดรหัสปรากฏการณ์ซีรีส์ ‘หงสาวดี THE LAST DUEL’ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ดูไปเสิร์ชไป จนพงศาวดารกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ไม่พูดถึงไม่ได้สำหรับซีรีส์ฟอร์มยักษ์อย่างเรื่อง ‘หงสาวดี THE LAST DUEL’ ซีรีส์ประวัติศาสตร์ไทย-พม่า ที่ไม่เพียงแต่ได้รับคำชมถึงโปรดักชันที่ยิ่งใหญ่ การแสดงของนักแสดง อีกทั้งยังสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจบนหน้าไทม์ไลน์โซเชียลมีเดีย ที่ส่ง #หงสาวดี พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบน X ของประเทศไทยถึงแม้จะฉายไปได้เพียงแค่ 4 ตอน จนนักแสดงนำอย่าง ตรี-ภรภัทร ศรีขจรเดชา ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การตอบรับอย่างล้นหลาม

 

ไม่เพียงแต่ตัวเลขเรตติ้งหรือยอดวิว แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ นอกจากการถกเถียงเรื่องราวประวัติศาสตร์ภายในเรื่องแล้ว คือการมุ่งความสนใจไปที่มวลความรู้สึก ความสัมพันธ์ และ ‘เคมี’ ระหว่างสองตัวละครหลักอย่าง 'พระนเรศ' (นำแสดงโดย ตรี ภรภัทร) และ 'มังจีชวา' (นำแสดงโดย นาย ณภัทร)

 

ถอดรหัส ‘หงสาวดี’ เมื่อการจับจิ้น เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้เป็นเรื่องย่อยง่าย

 

ถอดรหัส ‘หงสาวดี’ เมื่อการจับจิ้น เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้เป็นเรื่องย่อยง่าย

ถอดรหัสปรากฏการณ์กับแก่นสารทางสังคมวิทยา

การเลือกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านเลนส์ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ที่ซีรีส์ปูพื้นเพให้ พระนเรศ ถูกส่งไปเป็นองค์ประกัน ณ เมืองหงสาวดีตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้พระองค์เติบโตขึ้นมาเคียงคู่กับ มังจีชวา หลานรักของพระเจ้าบุเรงนอง แม้ทั้งคู่จะมีนิสัยต่างกันสุดขั้ว พระนเรศห้าวหาญดุดัน ในขณะที่มังจีชวาสุขุมนุ่มนวลและรักในศิลปะ แต่ความแตกต่างกันสุดขั้วกลับหล่อหลอมให้ทั้งสองสนิทสนมกัน ทว่าในท้ายที่สุด ‘หน้าที่’ และ ‘ชะตากรรมของแผ่นดิน’ กลับผลักดันให้มิตรภาพต้องแตกหัก จากพี่น้องผู้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ต้องกลายเป็นคู่ศัตรูบนสมรภูมิยุทธหัตถี

 

'การชิป' และ Fandom Culture แว่นตาทางวัฒนธรรมของ Gen Z

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกครั้งที่เลื่อนดูคลิปวิดีโอบน TikTok หรืออ่านบทวิเคราะห์ใน X จะพบว่าผู้ชมกลุ่ม Gen Z จำนวนมาก กำลังใช้สิ่งที่เรียกว่าการชิปหรือการจับคู่และชื่นชมความสัมพันธ์แบบ Bromance ระหว่างมังจีชวาและพระนเรศ มาเป็นแว่นตาในการเสพสื่อ

 

ในมุมมองทางสังคมวิทยาสื่อ นักวิชาการมองว่านี่คือ 'กลไกการรับมือ' รูปแบบหนึ่ง เป็นกระบวนการย่อยเรื่องราวทางการเมือง การช่วงชิงอำนาจ และสงครามอันหนักหน่วง ให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้และสนุกมากขึ้น ในบริบทนี้การชิป ไม่ได้จำกัดแค่การจับจิ้นเชิงชู้สาว แต่คือการชื่นชมความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของทั้งสองตัวละคร จากความผูกพันแบบ Bromance สู่คู่แข่งทางการเมือง นักสังคมวิทยาสื่อชี้ว่า พฤติกรรมเหล่านี้คือ ‘กลไกการทำให้ประวัติศาสตร์ย่อยง่าย’ ผ่าน 3 กระบวนการสำคัญ

  • การเปลี่ยนบุคคลในพงศาวดารให้มาเป็นมนุษย์ธรรมดา ที่มีอารมณ์ความรู้สึกและถูกกดทับด้วยชะตากรรมของชาติกำเนิด ซึ่งเป็นสภาวะอารมณ์ที่คนรุ่นใหม่เชื่อมโยงและเอาใจช่วยได้ง่ายกว่าการอินกับอุดมการณ์
  • เมื่อแฟนคลับต้องการทำคลิปตัดต่อลง TikTok พวกเขาจะกลับไปค้นคว้าเกร็ดประวัติศาสตร์ด้วยตัวเองเพื่อหา Easter Eggs สิ่งนี้ก่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านแรงขับเคลื่อนของความชื่นชอบ
  • บริบทสงครามและการชิงอำนาจในราชสำนักอันเคร่งเครียด ถูกนำมาย่อยเป็นมีมในโลกอินเทอร์เน็ต ถือเป็นกลไกการรับมือที่ทำให้เนื้อหาหนักๆ กลายเป็นสิ่งที่เสพสนุกและแชร์ต่อได้ทันที

 

ถอดรหัส ‘หงสาวดี’ เมื่อการจับจิ้น เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้เป็นเรื่องย่อยง่าย

ดาบสองคมของประวัติศาสตร์ฉบับป็อปคัลเจอร์

 

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะในขณะที่ซีรีส์ทำหน้าที่เป็นประตูบานแรกที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจอดีต แต่อิทธิพลของ Pop Culture ที่ทรงพลัง ก็อาจทำให้ผู้ชมบางส่วนแยกไม่ออกระหว่างเรื่องแต่งและข้อเท็จจริง การใช้แว่นตาของการชิป อาจทำให้ผู้ชมหลงลืมไปว่า ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงมีความเป็นมาอย่างไร หากผู้ชมเสพสื่อโดยปราศจากการรู้เท่าทัน มีความเสี่ยงที่จะปักใจเชื่อทุกพฤติกรรม บทสนทนา หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ของตัวละครในซีรีส์ ว่าเป็นความจริงทางประวัติศาสตร์แบบ 100%

 

แรงกระเพื่อมจากหน้าจอ สู่การขับเคลื่อนสังคม

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ความบันเทิงบนหน้าจอ แต่มันกำลังสร้างแรงขับเคลื่อนสังคมในมิติที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนพฤติกรรมคนดู จากที่เคยนั่งรับสารทางเดียว ให้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ "ดูไป เสิร์ชไป" เมื่อความอินในเคมีของตัวละคร ได้จุดประกายให้คนรุ่นใหม่สวมวิญญาณนักสืบ แห่กันไปสืบค้นพงศาวดาร อ่านข้อมูลเทียบเคียง และตั้งวงถกเถียงกันด้วยหลักฐานบนโลกออนไลน์ ที่ในบางครั้งในห้องเรียนก็อาจสร้างแพสชันแบบนี้ไม่ได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่แฝงอยู่อย่างแนบเนียนคือการดึงประวัติศาสตร์ลงจากหิ้ง จากเดิมที่เรื่องราวในอดีตมักถูกตีกรอบความถูกต้องไว้เพียงมิติเดียว และดูเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องยาก เมื่อได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นพื้นที่เปิดกว้างที่ทุกคนกล้าจะตั้งคำถาม ตีความ และวิเคราะห์เหตุการณ์ผ่านมุมมองใหม่ๆ รวมไปถึงการต่อยอดไปสู่พลังของ Soft Power ที่เมื่อผู้ชมเกิดความอิน สิ่งที่ตามมาคือการอยากไปตามรอยสถานที่จริง หรือการหยิบจับแฟชั่นชุดโบราณมาประยุกต์ใช้ในไลฟ์สไตล์ โดยไม่ต้องอาศัยการยัดเยียดแต่อย่างใด

 

การที่ชาวเน็ตออกมาถกเถียงและชื่นชมเคมีของตัวละคร ไม่ใช่การลดทอนคุณค่าของอดีต แต่คือ ‘สะพานเชื่อม’ สำคัญที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่หันกลับมาสนใจประวัติศาสตร์ และทำให้พงศาวดารกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งบนหน้าจอสมาร์ตโฟนที่ทำให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

 

ถอดรหัส ‘หงสาวดี’ เมื่อการจับจิ้น เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้เป็นเรื่องย่อยง่าย

 

กระแสตอบรับของซีรีส์ ‘หงสาวดี THE LAST DUEL’ ตลอด 4 ตอนที่ผ่านมา จึงนับเป็น 'กรณีศึกษา' ที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไป ว่าการดึงดูดผู้ชมยุคดิจิทัลให้กลับมาสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ที่จะถูกหยิบยกมาพูดถึงและต่อยอดในยุคปัจจุบัน อาจไม่ใช่เพียงข้อมูลที่อยู่บนหน้ากระดาษ แต่คือเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความผูกพัน ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงความรู้สึก และพร้อมที่จะร่วมกันสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ได้ในทุกสัปดาห์

 

อ้างอิง 

Jenkins, H. (1992). Television Fans and Participatory Culture. /Fandom as Classroom Practice: A Teaching Guide. /Potter, W. J. (2018). Media Literacy.

 

 

related