svasdssvasds

โพลชี้คนไทยเชื่อรัฐบาลใหม่รับมือวิกฤตตะวันออกกลางได้

โพลชี้คนไทยเชื่อรัฐบาลใหม่รับมือวิกฤตตะวันออกกลางได้

โพล สถาบันพระปกเกล้า ชี้ เสียงข้างมาก 46.2% เชื่อรัฐบาลชุดใหม่รับมือสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลางได้ 40.4% ยังไม่เชื่อมั่น

SHORT CUT

  • ผลสำรวจสถาบันพระปกเกล้าพบว่า ประชาชน 46.2% เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ แต่มีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 40.4% ที่ไม่เชื่อมั่น
  • ความกังวลอันดับหนึ่งของคนไทย (78.9%) คือผลกระทบด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจสูงขึ้น
  • ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และกลุ่มอายุ โดยคนภาคใต้และกลุ่ม Baby Boomer เชื่อมั่นสูงสุด ขณะที่คนกรุงเทพฯ และกลุ่ม Gen Z เชื่อมั่นน้อยที่สุด

โพล สถาบันพระปกเกล้า ชี้ เสียงข้างมาก 46.2% เชื่อรัฐบาลชุดใหม่รับมือสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลางได้ 40.4% ยังไม่เชื่อมั่น

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เปิดเผย ผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 14 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 13 - 16 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง  โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 

1. ผลกระทบที่กังวลมากที่สุด จากสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่าน (สำรวจโดย x Line Today)

  • 78.9% กังวลผลกระทบราคาน้ำมัน/ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น (ขนส่ง–อาหาร–ค่าเดินทาง) สูงสุดแบบทิ้งห่าง
  • 9.3 % กังวลข้อมูลเท็จ–ข่าวลวง ที่ทำให้สังคมตื่นตระหนก/แตกแยก
  • 5.8% ความเสี่ยงด้านพลังงาน/สินค้า นำเข้า–ส่งออกสะดุดจากเส้นทางเดินเรือ
  • 5.4% กังวลต่อความเสี่ยงก่อการร้าย/เหตุความไม่สงบที่ลุกลามในภูมิภาค
  • 0.6% ความปลอดภัยคนไทยในต่างประเทศ/แรงงานไทยในตะวันออกกลาง

สะท้อนว่า ประชาชนกว่า 3 ใน 4 มีความกังวลเรื่องปากท้องมากกว่ามิติความมั่นคง/การทูตในความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน การที่ข่าวลวง–ข้อมูลเท็จ ขึ้นมาเป็นความกังวลลำดับรอง ยังสะท้อนว่าสังคมไทยไม่ได้ห่วงแค่ภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังกังวลต่อความสับสน ความตื่นตระหนก และความแตกแยกที่อาจเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนด้วย

เกือบครึ่งเชื่อ รัฐบาลใหม่เอาอยู่ วิกฤตตะวันออกกลาง

ประชาชน “เสียงแตก” เกือบครึ่งเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่รับวิกฤตตะวันออกกลางได้ แต่สูสีกับเสียงไม่มั่นใจ

  • 46.2% “ค่อนข้างเชื่อมั่น- เชื่อมั่นมากที่สุด” ต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง สหรัฐ-อิหร่าน
  • 40.4% “ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลย
  • 13.4%  “ไม่แน่ใจ”

แม้ตัวเลขความเชื่อมั่นจะนำอยู่เล็กน้อย แต่สัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นก็ยังสูงจนมีนัยสำคัญ จึงยังไม่อาจตีความได้ว่ารัฐบาล “สอบผ่าน” ในสายตาประชาชนอย่างชัดเจน ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

“คนกรุง-Gen Z” ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลแก้ผลกระทบสงครามนำ สวนทาง “คนใต้-วัยเก๋า” 

  • ภาคใต้ เชื่อมั่นสูงสุด (70.4%) 
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (53.9%)
  • ภาคเหนือ (36.8%)

ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลได้แก่

  • กรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงสุด (57.6%)
  • ภาคกลาง (56.0%)
  • ภาคตะวันออก (51.7%)

 

กลุ่ม Baby Boomer เชื่อมั่นสูงสุด (53.1%) รองลงมา คือ Gen X (47.6%) Gen Y (47.1%) โดย Gen Z เป็นกลุ่มเดียวที่ส่วนใหญ่ "ไม่เชื่อมั่น" สูงสุด (49.0%) 

ความไม่เชื่อมั่นของ “คนเมือง คนรุ่นใหม่ และพื้นที่เศรษฐกิจใหญ่” อาจสะท้อนทั้งความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เข้มข้น และความคาดหวังต่อประสิทธิภาพรัฐที่สูงกว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากขึ้นกับความรวดเร็ว ความโปร่งใส และการสื่อสารกับมาตรการที่จับต้องได้

นอกจากนี้ คนไทยเกินครึ่งหนุนรัฐบาลใหม่ “วางตัวเป็นกลาง” โฟกัสอุ้มคนไทย-ผลประโยชน์ชาติ พร้อมเร่งดันมาตรการรับแรงกระแทกวิกฤตเศรษฐกิจ

  • 52.5% เห็นว่า รัฐบาลควรวางตัวเป็นกลาง โดยเน้นช่วยเหลือคนไทยและผลประโยชน์ชาติ สูงสุด 
  • 16.3% ควรให้ความสำคัญกับมาตรการเศรษฐกิจรับแรงกระแทกมากกว่าการแสดงท่าทีระหว่างประเทศ
  • 12.8% ควรประสานความร่วมมือด้านความมั่นคง–ข่าวกรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงในประเทศ,
  • 7.3% ควรเน้นการทูตเชิงรุก เรียกร้องหยุดยิงหรือเจรจาผ่านเวทีระหว่างประเทศ
  • 11.1% ไม่แน่ใจหรือไม่สามารถตอบได้

ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลไทยเลือกข้างหรือแสดงบทบาทเชิงสัญลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศมากเป็นอันดับแรก แต่ต้องการเห็น “ความเป็นกลางแบบมีภารกิจ” คือ เป็นกลางเพื่อปกป้องคนไทย รักษาผลประโยชน์ของชาติ และลดผลกระทบที่จะย้อนกลับมาสู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะในมิติค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ผลสำรวจครั้งนี้ มิได้สะท้อนเพียงความกังวลใจของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็น “บททดสอบความสามารถของรัฐบาลใหม่” ในการปกป้องปากท้องและความมั่นคงในชีวิตประจำวันของประชาชนอีกด้วย แม้ระดับความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะยังนำอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้สังคมวางใจได้เต็มที่ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการ 3 เรื่องควบคู่กัน คือ

  1. ออกมาตรการลดแรงกระแทกด้านค่าครองชีพอย่างรวดเร็ว
  2. สื่อสารข้อเท็จจริงและแผนรับมืออย่างชัดเจนต่อเนื่อง
  3. แสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลสามารถดูแลผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตในครัวเรือนได้จริง
related