
SHORT CUT
ย้อนประวัติศาสตร์น้ำมันและอำนาจ ทำไมอิหร่านจึงเป็นดินแดนที่ชาติตะวันตกพยายามควบคุมมาอย่างยาวนาน และอยากได้น้ำมันจากที่นี่
เมื่อสถานการณ์สู้รบในอ่าวเปอร์เซียปะทุขึ้นอีกครั้ง จุดที่โลกจับตาที่สุดคือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นทางเดินเรือ สำคัญที่น้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่าน การหยุดชะงักเพียงเล็กน้อยก็อาจเขย่าราคาพลังงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคงของหลายประเทศได้ทันที ยิ่งเมื่อมีความเสี่ยงทั้งจากการปิดช่องแคบและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของอิหร่าน ความกังวลเรื่องสงครามยืดเยื้อก็ยิ่งทวีขึ้น
ตลอดช่วงที่ผ่านมา ข่าวจำนวนมากมักพุ่งไปที่ภัยคุกคามเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ โดรน ทุ่นระเบิด หรือผลกระทบจากการปิดเส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญนี้ แต่อีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้ก็ย้ำให้เห็นว่า อิหร่านยังคงเป็นพื้นที่ที่มหาอำนาจและหลายประเทศทั่วโลกจับตาอยู่เสมอ ทั้งในฐานะแหล่งพลังงาน จุดยุทธศาสตร์ และศูนย์กลางของความตึงเครียดในภูมิภาค
เหตุใดอิหร่านจึงไม่เคยอยู่อย่างสงบ และทำไมทุกครั้งที่โลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนด้านพลังงาน ชื่อของประเทศนี้จึงปรากฎขึ้นเสมอ
หากจะเข้าใจเรื่องนี้ เราอาจต้องย้อนกลับไปดูรากทางประวัติศาสตร์ของมัน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา อิหร่านมักถูกทำให้ปรากฏในสายตาของโลกตะวันตกในฐานะดินแดนที่เปราะบาง อันตราย และซ่อนทรัพยากรล้ำค่าไว้ใต้ผืนดิน โดยเฉพาะน้ำมัน แต่ภาพจำเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากค่อย ๆ ถูกประกอบสร้างผ่านการเมือง จินตนาการ และวัฒนธรรมสมัยใหม่ของตะวันตก จนทำให้คนจำนวนมากมองอิหร่านว่าเป็นพื้นที่ที่ ‘มีของสำคัญ’ รอให้มหาอำนาจจากภายนอกเข้าไปจัดระเบียบ แทรกแซง หรือแม้แต่ครอบครอง
กรอบความคิดแบบนี้ฝังแน่นมาอย่างยาวนาน และถูกนำกลับมาใช้ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะในห้วงสงคราม เวทีการทูต หรือท่ามกลางวิกฤตพลังงานของโลกในปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นสำคัญของเรื่องนี้ย้อนกลับไปถึงเดือนพฤษภาคม ปี 1908 เมื่อคณะขุดเจาะที่ได้รับทุนจาก ‘วิลเลียม น็อกซ์ ดาร์ซี’ (William Knox D’Arcy) นักธุรกิจเชื้อสายอังกฤษ-ออสเตรเลีย ขุดพบน้ำมันบริเวณเชิงเขาซากรอสทางตะวันตกเฉียงใต้ของเปอร์เซีย ดินแดนที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอิหร่านในปี 1935 การค้นพบน้ำมันครั้งนั้นได้เปลี่ยนโฉมทั้งภูมิภาค และอุตสาหกรรมน้ำมันโลก ในปี 1909 บริษัท Anglo-Persian Oil Company ซึ่งเป็นบริษัทต้นกำเนิดของ British Petroleum หรือ BP ในเวลาต่อมา ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเข้ามาแสวงประโยชน์จากแหล่งน้ำมันที่เพิ่งค้นพบ
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี บริษัทได้สร้างเครือข่ายท่อส่งน้ำมันยาว 200 กิโลเมตร พร้อมทั้งสร้างโรงกลั่นน้ำมันขนาดมหึมาและศูนย์ส่งออกบนเกาะอาบาดานในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งโรงกลั่นแห่งนี้ยังคงเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่านมาจนถึงปัจจุบัน
จากอาบาดาน เรือบรรทุกน้ำมันได้ลำเลียงน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกสู่ตลาดโลก ก่อนที่พลังงานจากน้ำมันอิหร่านจะไปขับเคลื่อนเรือ ยานพาหนะ และภาคอุตสาหกรรมทั่วยุโรป
น้ำมันอิหร่านกลายเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์จักรวรรดิอังกฤษอย่างรวดเร็ว ในปี 1914 ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะปะทุขึ้น รัฐบาลอังกฤษได้เข้าถือหุ้นใหญ่ใน BP เพื่อรับประกันแหล่งเชื้อเพลิงสำหรับกองทัพเรือหลวง ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้น้ำมัน ภายใต้การผลักดันของวินสตัน เชอร์ชิลล์ ในฐานะ First Lord of the Admiralty
ต่อมาเชอร์ชิลล์ได้กล่าวถึงการค้นพบน้ำมันในอิหร่านว่าเป็นโชคมหาศาลของอังกฤษ โดยเขาเรียกมันว่า ‘รางวัลจากแดนเทพนิยาย ที่ไกลเกินกว่าความหวังอันสูงสุดของเรา’
นับจากนั้นเป็นต้นมา น้ำมันจากอิหร่านก็ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับอำนาจทางอุตสาหกรรมและกำลังทางทหารของจักรวรรดิอังกฤษ
หลังสงคราม BP เริ่มเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง จากบริษัทที่เน้นส่งน้ำมันให้กองทัพ ไปสู่บริษัทที่ต้องขายน้ำมันให้คนทั่วไปมากขึ้น พร้อมกันนั้นก็เริ่มทำโฆษณาครั้งใหญ่ เพื่อสร้างภาพให้อังกฤษมองอิหร่านและน้ำมันอิหร่านในแบบที่บริษัทต้องการ
ในช่วงทศวรรษ 1920 หนังสือพิมพ์อังกฤษมีโฆษณาเกี่ยวกับเปอร์เซียออกมาจำนวนมาก โฆษณาเหล่านี้มักเล่าถึงภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติของดินแดนแห่งนี้ จนทำให้เปอร์เซียถูกมองว่าเป็นทั้งดินแดนลึกลับ งดงาม และเต็มไปด้วยของมีค่าที่โลกสมัยใหม่ต้องการ
หนึ่งในชุดโฆษณาที่เด่นที่สุดคือ ‘Persian Series’ จำนวน 12 ชิ้นในปี 1925 ซึ่งใช้ภาพวาดสวย ๆ ควบคู่กับเรื่องเล่าของวิศวกรอังกฤษที่เข้าไปทำงานในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบาก เพื่อเอาน้ำมันมาใช้ขับเคลื่อนโลกยุคใหม่
ภาพภูเขาสูง ทะเลทราย คาราวาน และสถานที่เก่าแก่ในอิหร่าน จึงถูกนำมาวางคู่กับเรื่องเล่าเรื่องเทคโนโลยีและความเก่งกาจของชาติตะวันตก ราวกับว่าดินแดนแห่งนี้จะมีคุณค่าขึ้นมาได้ เพราะมีคนจากภายนอกเข้าไปจัดการ
แนวคิดแบบนี้ไม่ได้อยู่แค่ในโฆษณาหนังสือพิมพ์เท่านั้น ในงาน British Empire Exhibition ปี 1924-25 ที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 27 ล้านคน BP ยังสร้างคาราวานซารายแบบอิหร่านขึ้นมาขนาดจริง เพื่อให้คนอังกฤษได้เห็นภาพ ‘เปอร์เซีย’ ที่ถูกจัดวางไว้อย่างสวยงาม พร้อมกับโชว์อุปกรณ์ขุดเจาะน้ำมันสมัยใหม่ไปด้วย
แม้จะดูเหมือนเป็นการนำเสนอวัฒนธรรมต่างแดน แต่จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นการทำให้อิหร่านถูกมองว่าเป็นดินแดนทรัพยากรที่รอให้จักรวรรดิเข้าไปใช้ประโยชน์ วัฒนธรรมเปอร์เซียจึงถูกใช้เป็นฉากหลัง เพื่อทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันของอังกฤษดูมีเสน่ห์และมีความชอบธรรมมากขึ้น
แม้แต่สำนักงานใหญ่ของ BP ในลอนดอนที่สร้างเสร็จในปี 1925 ก็ยังตกแต่งด้วยรูปปั้นชาวอิหร่านในชุดพื้นเมือง เหมือนเป็นการดึงภาพของผู้คนจากดินแดนไกลโพ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจจักรวรรดิ
ต่อมาในทศวรรษ 1930 BP ยังขยายภาพแบบนี้ไปสู่สื่อภาพยนตร์ ด้วยการทำหนังเกี่ยวกับชีวิตในอิหร่านและนำไปฉายฟรีตามงานแสดงสินค้า ทำให้ภาพของอิหร่านในฐานะดินแดนแปลกไกล อุดมด้วยทรัพยากร และถูกจัดการโดยตะวันตก ยิ่งฝังอยู่ในความคิดของผู้คนมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ชาวอิหร่านกลับถูกทำให้มีบทบาทเพียงเล็กน้อย อยู่แค่ชายขอบของเรื่องเล่านี้เท่านั้น
เมื่อมาถึงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 รูปแบบความคิดนี้ก็ไม่ได้หายไปไหน มันเพียงเปลี่ยนรูปร่าง นักคิดอย่าง ‘เอ็ดเวิร์ด ซาอิด’ (Edward Said) เคยชี้ให้เห็นว่า ในมุมมองแบบตะวันตกนั้นมักมีสมมติฐานซ่อนอยู่เสมอว่า แม้ผู้บริโภคตะวันตกจะเป็นคนส่วนน้อยของโลก แต่กลับมีสิทธิจะเป็นเจ้าของหรือใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่ของโลกได้ แนวคิดเช่นนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดภูมิภาคผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะอิหร่าน จึงถูกมองผ่านสายตาแห่งความระแวง การดูแคลน และการควบคุมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี
ผลของกรอบคิดนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในปี 1953 เมื่อสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ร่วมกันโค่นล้มนายกรัฐมนตรี ‘โมฮัมหมัด มอสซาเดก’ (Mohammad Mosaddegh) ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากเขาตัดสินใจทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่านเป็นของชาติ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงรัฐประหารธรรมดา แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า เมื่ออิหร่านพยายามทวงคืนอำนาจเหนือทรัพยากรของตนเอง มหาอำนาจตะวันตกก็พร้อมเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาผลประโยชน์เดิมไว้ และหลังจากนั้น ผู้นำอิหร่านก็มักถูกวาดภาพว่าอันตราย คาดเดาไม่ได้ และโลภอยู่เสมอ
ถ้ามองย้อนกลับไป ในช่วงทศวรรษ 1920 สิ่งที่ตะวันตกมองว่าเป็น ‘ปัญหา’ ของอิหร่าน อาจยังเป็นเรื่องภูเขาสูง ทะเลทรายกันดาร หรือการขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเข้าไปสร้างและจัดการ แต่พอมาถึงวันนี้ ภาพของ ‘ภัยคุกคาม’ ได้เปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นเรื่องนิวเคลียร์ ศาสนา ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแรงสั่นสะเทือนต่อราคาพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม แม้หน้าตาของภัยคุกคามจะเปลี่ยนไปมาก แต่ความคิดที่ซ่อนอยู่ข้างใต้กลับแทบไม่ต่างจากเดิม นั่นคือการมองอิหร่านว่าเป็นทั้งแหล่งอันตรายที่ต้องควบคุม และเป็นดินแดนที่มีทรัพยากรสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้อยู่นอกอิทธิพลของตะวันตก
ที่มา : britannica/iranicaonline
ข่าวที่เกี่ยวข้อง