
SHORT CUT
สภาพัฒน์ ชี้ ‘โรงงานปิด’ แซง ‘โรงงานเปิด’ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนวิกฤติ SMEs ไทย ที่กำลังเผชิญทั้งต้นทุนสูง สินค้านำเข้าราคาถูก และเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เท่ากัน
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังส่งสัญญาณเปราะบางมากกว่าที่หลายคนคิด แม้ตัวเลขภาพรวมบางด้านยังถูกมองว่าฟื้นตัว แต่ภายใต้ความเคลื่อนไหวของภาคอุตสาหกรรม กลับเริ่มเห็นรอยร้าวที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง หรือ SMEs ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนสูง สินค้านำเข้าราคาถูก และการแข่งขันจากเทคโนโลยีใหม่
ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ ‘สภาพัฒน์’ เปิดเผยสถานการณ์เศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า จำนวนโรงงานที่ปิดกิจการมีมากกว่าโรงงานเปิดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนภาวะการลงทุนและภาคการผลิตที่กำลังชะลอตัวอย่างน่ากังวล
ข้อมูลจาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า มีโรงงานปิดกิจการจำนวน 156 แห่ง เพิ่มขึ้น 11.4% ขณะที่โรงงานเปิดใหม่มีเพียง 139 แห่ง ลดลงถึง 63.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับภาคการผลิตที่หดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืช ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากการแข่งขันด้านราคา
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากแข่งขันได้ยาก ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง ซ้ำเติมภาระของธุรกิจขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องจำกัด
นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังเริ่มส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าไทยหลายประเภท ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และอาหารแปรรูป ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่า ตัวเลขโรงงานปิดกิจการที่ปรากฏ อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงยังมี SMEs อีกจำนวนมากที่เข้าสู่ภาวะ “หยุดกิจการชั่วคราว” หรือดำเนินธุรกิจต่อแบบประคองตัว เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนและบริหารซัพพลายเชนได้
ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจฐานรากยังเผชิญปัญหาหนี้สินและการเข้าถึงเงินทุน โดยยอดสินเชื่อ SMEs ของไทยติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ไตรมาส สอดคล้องกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 87.8% ของ GDP สะท้อนว่าทั้งผู้ประกอบการและประชาชนกำลังเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องพร้อมกัน
สวนทางกับกลุ่มทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่ยังสามารถเดินหน้าลงทุนและขยายกิจการได้ต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 152,500 ล้านบาท อีกทั้งการจ้างงานใหม่กว่า 99.3% ยังอยู่ในโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่เป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV และ AI ผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันกำลังเผชิญความเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ SMEs ทั้งการป้องกันการทุ่มตลาด การเพิ่มทักษะแรงงาน การลดต้นทุน และการเปิดทางให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง
เพราะหากปล่อยให้ SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลงต่อเนื่อง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงปัญหาโรงงานปิดกิจการ แต่คือสัญญาณความน่ากลัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อจากนี้