เศรษฐกิจไทยน่าห่วง สภาพัฒน์ เผย โรงงานทยอยปิดตัว สูงรอบ 10 ปี SMEs สาหัส

เศรษฐกิจไทยน่าห่วง สภาพัฒน์ เผย โรงงานทยอยปิดตัว สูงรอบ 10 ปี SMEs สาหัส

สภาพัฒน์ ชี้ ‘โรงงานปิด’ แซง ‘โรงงานเปิด’ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนวิกฤติ SMEs ไทย ที่กำลังเผชิญทั้งต้นทุนสูง สินค้านำเข้าราคาถูก และเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เท่ากัน

SHORT CUT

  • โรงงานปิดกิจการมากกว่าเปิดใหม่ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนภาคการผลิตไทยเริ่มชะลอตัว
  • SMEs ไทยเผชิญแรงกดดันหนัก ทั้งต้นทุนสูง สินค้านำเข้าราคาถูก และปัญหาสภาพคล่อง
  • การลงทุนและการจ้างงานใหม่กระจุกอยู่ในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ สะท้อนเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เท่ากัน

สภาพัฒน์ ชี้ ‘โรงงานปิด’ แซง ‘โรงงานเปิด’ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนวิกฤติ SMEs ไทย ที่กำลังเผชิญทั้งต้นทุนสูง สินค้านำเข้าราคาถูก และเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เท่ากัน

เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังส่งสัญญาณเปราะบางมากกว่าที่หลายคนคิด แม้ตัวเลขภาพรวมบางด้านยังถูกมองว่าฟื้นตัว แต่ภายใต้ความเคลื่อนไหวของภาคอุตสาหกรรม กลับเริ่มเห็นรอยร้าวที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง หรือ SMEs ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนสูง สินค้านำเข้าราคาถูก และการแข่งขันจากเทคโนโลยีใหม่

ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ ‘สภาพัฒน์’ เปิดเผยสถานการณ์เศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า จำนวนโรงงานที่ปิดกิจการมีมากกว่าโรงงานเปิดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนภาวะการลงทุนและภาคการผลิตที่กำลังชะลอตัวอย่างน่ากังวล

ข้อมูลจาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า มีโรงงานปิดกิจการจำนวน 156 แห่ง เพิ่มขึ้น 11.4% ขณะที่โรงงานเปิดใหม่มีเพียง 139 แห่ง ลดลงถึง 63.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับภาคการผลิตที่หดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพืช ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากการแข่งขันด้านราคา

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากแข่งขันได้ยาก ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง ซ้ำเติมภาระของธุรกิจขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องจำกัด

นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังเริ่มส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าไทยหลายประเภท ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และอาหารแปรรูป ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่า ตัวเลขโรงงานปิดกิจการที่ปรากฏ อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงยังมี SMEs อีกจำนวนมากที่เข้าสู่ภาวะ “หยุดกิจการชั่วคราว” หรือดำเนินธุรกิจต่อแบบประคองตัว เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนและบริหารซัพพลายเชนได้

ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจฐานรากยังเผชิญปัญหาหนี้สินและการเข้าถึงเงินทุน โดยยอดสินเชื่อ SMEs ของไทยติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ไตรมาส สอดคล้องกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 87.8% ของ GDP สะท้อนว่าทั้งผู้ประกอบการและประชาชนกำลังเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องพร้อมกัน

สวนทางกับกลุ่มทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่ยังสามารถเดินหน้าลงทุนและขยายกิจการได้ต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 152,500 ล้านบาท อีกทั้งการจ้างงานใหม่กว่า 99.3% ยังอยู่ในโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่เป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV และ AI ผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันกำลังเผชิญความเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ SMEs ทั้งการป้องกันการทุ่มตลาด การเพิ่มทักษะแรงงาน การลดต้นทุน และการเปิดทางให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

เพราะหากปล่อยให้ SMEs ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลงต่อเนื่อง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงปัญหาโรงงานปิดกิจการ แต่คือสัญญาณความน่ากลัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อจากนี้

related