
SHORT CUT
หลายคนมองว่าเซ็กส์คือจุดสูงสุดของความสัมพันธ์ แต่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกกลับมีเซ็กส์น้อยลงกว่าที่เคย ทำไมคนหนุ่มสาวในหลายประเทศจึงมีเซ็กส์น้อยลงกว่าคนรุ่นก่อน
หลายคนเติบโตมาพร้อมความเชื่อว่า “เซ็กส์” คือหนึ่งในจุดสูงสุดของความสัมพันธ์ เป็นสัญญะของความใกล้ชิด ความรัก หรืออย่างน้อยก็ความผูกพันบางอย่างระหว่างคนสองคน แต่เรื่องน่าคิดก็คือ ในโลกปัจจุบันที่เปิดกว้างต่อเรื่องเพศมากขึ้น ผู้คนกลับมีเซ็กส์กันน้อยลง โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นและคนหนุ่มสาวในหลายประเทศ
ข้อมูลในสหรัฐฯ สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน จากเดิมในปี 2010 มีคนอายุ 18–29 ปี ราว 12% ที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ในรอบปี แต่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2024 แนวโน้มเดียวกันยังเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ อย่างออสเตรเลียและเยอรมนี ขณะที่ญี่ปุ่นถือเป็นกรณีที่เด่นที่สุด เพราะมีงานศึกษาพบว่าคนญี่ปุ่นเกือบครึ่งยังไม่มีประสบการณ์ทางเพศจนถึงช่วงกลางวัย 20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับวิกฤตประชากร เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิดเกือบ 1 ล้านคนในปีเดียว
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมทางเพศไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตมันขึ้นลงตามยุคสมัยเสมอ ยุค 1950 ผู้คนมักรอจนแต่งงานก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ ต่อมาเมื่อยาคุมกำเนิดแพร่หลายในทศวรรษ 1960 เพศสัมพันธ์ก็ถูกมองว่า “ปลอดภัยขึ้น” และเปิดกว้างมากขึ้น แต่การระบาดของ HIV/AIDS ในยุค 1980 ก็ทำให้ผู้คนระมัดระวังอีกครั้ง ก่อนที่ทศวรรษ 1990 จะกลายเป็นช่วงที่สังคมกลับมาส่งเสริมเรื่องเพศมากขึ้น
คำถามคือ แล้วอะไรทำให้คนรุ่นใหม่ในวันนี้ “มีเซ็กส์น้อยลง” กันแน่?
คำตอบไม่ได้มีเพียงข้อเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน เศรษฐกิจคือหนึ่งในนั้น คนหนุ่มสาวจำนวนมากยังต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เพราะค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การอยู่บ้านพ่อแม่ย่อมไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ปัญหาการว่างงานและรายได้ต่ำ โดยเฉพาะในผู้ชาย ก็ส่งผลต่อโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์เช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ใช้สารเสพติดน้อยลง และมีแนวโน้มใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น จนถูกเรียกว่า “Generation Sensible” ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้พวกเขาเปิดรับประสบการณ์ทางเพศน้อยลงไปด้วย
เทคโนโลยีก็มีบทบาทสำคัญ โลกดิจิทัลทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ตลอดเวลา แต่กลับลดการพบปะกันในโลกจริง คนรุ่น Gen Z จึงถูกมองว่าเป็น “รุ่นที่เชื่อมต่อมากที่สุด แต่ก็โดดเดี่ยวที่สุด” แม้แอปหาคู่จะทำให้การรู้จักคนใหม่ง่ายขึ้น แต่หลายงานวิจัยกลับชี้ว่าแอปเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้คนมีความสัมพันธ์จริงมากขึ้น ตรงกันข้าม ผู้ใช้บางส่วนกลับรู้สึกเหนื่อยล้า วิตกกังวล หรือหมดพลังกับการปัดหน้าจอ
สุขภาพจิตก็เป็นอีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ เมื่อความเครียดและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ความต้องการทางเพศก็อาจลดลงตามไปด้วย อีกทั้งการขาดประสบการณ์ยิ่งทำให้หลายคนรู้สึกกังวลมากขึ้น เป็นวงจรที่ยิ่งทำให้พวกเขาห่างจากเรื่องเพศเข้าไปอีก
แม้บางฝ่ายจะมองว่านี่เป็นสัญญาณน่ากังวล เพราะเพศสัมพันธ์มีความเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวม แต่ก็มีอีกมุมมองหนึ่งที่ตั้งคำถามว่า “มันจำเป็นต้องเป็นปัญหาหรือไม่” หากคนรุ่นใหม่พอใจกับชีวิตแบบที่เป็นอยู่ บางคนเลือกโฟกัสกับการเดินทาง งาน หรือความสนใจอื่น ๆ ขณะที่บางส่วนก็ไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ตั้งแต่แรก และสังคมในวันนี้ก็เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับตัวตนแบบนั้น
นอกจากนี้ การตระหนักเรื่อง “ความยินยอม” และการเคารพขอบเขตส่วนบุคคลมากขึ้นในยุคหลัง #MeToo ก็อาจทำให้คนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็น “สิ่งที่ต้องทำ” เพื่อให้เข้ากับสังคมเหมือนในอดีต
ท้ายที่สุด แม้ตัวเลขจะชี้ว่าคนรุ่นใหม่มีเพศสัมพันธ์น้อยลงจริง แต่การตีความปรากฏการณ์นี้ยังต้องระมัดระวัง เพราะข้อมูลจำนวนมากยังขึ้นอยู่กับการรายงานของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนได้ตามบริบททางสังคมในแต่ละยุค
ที่มา : newscientist
ข่าวที่เกี่ยวข้อง