
SHORT CUT
เปิดปมร้อน BCP วาระ 7 แก้ข้อบังคับปลดกรรมการ พร้อมสั่งแบนผู้ถือหุ้นใหญ่ ACE ห้ามโหวต อ้างเป็นผู้มีส่วนได้เสีย งานนี้ทำเอาตลาดทุนสะเทือน เกมนี้คือความโปร่งใสหรือแค่จัดระเบียบอำนาจ?
นับถอยหลังสู่การประชุมผู้ถือหุ้นของ BCP วันที่ 10 เม.ย.นี้ กำลังเผชิญจุดตัดสำคัญ เมื่อ “วาระที่ 7” ว่าด้วยการแก้ไขข้อบังคับบริษัท อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของโครงสร้างอำนาจภายในองค์กร โดยสาระสำคัญของวาระดังกล่าว คือการเพิ่มเงื่อนไขคุณสมบัติกรรมการในลักษณะเข้มงวด ซึ่งหากผ่านมติ จะส่งผลให้กรรมการบางรายต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีโดยอัตโนมัติ สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากกว่า “เนื้อหา” ของวาระ คือ “วิธีการ” ที่กำลังถูกใช้
โดยในวาระที่ 7 เรื่อง การพิจารณาแก้ไขข้อบังคับบริษัท กำหนดว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการต้องไม่เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวโทษ หรือถูกอายัดทรัพย์สิน โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ซึ่งการแก้ไขนี้ต้องการคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุม และมีสิทธิออกเสียง
ท่าทีของฝ่ายบริหาร BCP ที่ส่งสัญญาณว่า จะไม่นับคะแนนเสียงของ บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด หรือ ACE ในวาระดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า ACE เป็นผู้ถือหุ้นที่มี "ส่วนได้เสียพิเศษ" แม้ในทางทะเบียนแล้ว ACE จะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ที่ถือหุ้นรวมกันกว่า 247,758,900 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 16.82 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ตาม
ปมปัญหาที่ทำให้ ACE ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีส่วนได้เสียพิเศษนั้นสืบเนื่องมาจากการโครงสร้างที่เชื่อมโยงไปถึง นายเบน สมิธ และ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ ที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ ปปง. ที่มีคำสั่งยึดและอายัดหุ้น BCP ในส่วน ACE เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมายฟอกเงินในชั้นศาลว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ควรตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ระบุว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ "บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด หรือ ACE" ถือหุ้นสูงถึง 16.82% เป็น “ผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ” และจึง “ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง” ในวาระนี้
ตาม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนฯ มาตรา 102 และ 33 หลักสำคัญคือ “ผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ” ต้องมีผลประโยชน์เฉพาะตัว มากกว่าผู้ถือหุ้นรายอื่น
แต่ในกรณีนี้ ACE อยู่ในฐานะ “ผู้ถือหุ้น” เช่นเดียวกับรายอื่น การแก้ไขข้อบังคับมีผลกระทบในภาพรวม ไม่ใช่ผลประโยชน์เฉพาะราย
นั่นทำให้การ “ตัดสิทธิ์โหวต” อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการตีความกฎหมายขยายเกินขอบเขต
อีกประเด็นสำคัญที่ต้องตั้งคำถาม
ภายใต้หลักกฎหมายพื้นฐาน
BCP อาจอ้าง Corporate Governance (CG) เพื่อรักษามาตรฐานองค์กร แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ
ดังนั้นเหตุใด “ฝ่ายจัดการ” จึงเลือกใช้วิธี ตัดสิทธิ์การโหวต ในจังหวะสำคัญเช่นนี้
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง CG แต่เริ่มถูกตั้งคำถามว่าเป็น “การใช้กลไกกฎหมาย เพื่อจัดระเบียบอำนาจภายในหรือไม่”
การที่ “บอร์ด” ไม่เคยมีมติชัดเจนมาก่อนในการตัดสิทธิ์ผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่กลับปรากฏแนวทางดังกล่าวในหนังสือเชิญประชุม
ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่านี่คือกระบวนการที่โปร่งใสตามหลัก CG จริง หรือเป็นการใช้จังหวะกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนดุลอำนาจ
ศึกครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคุณสมบัติกรรมการเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้เพื่อกำหนดบรรทัดฐานใหม่ของบริษัทจดทะเบียนในไทย หากมีการตีความคำว่า "ผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ" ที่ผิดเพี้ยนไปเพียงเพื่อหวังผลลัพธ์ในระยะสั้น อาจส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงเจ้าหนี้สถาบันการเงิน และอาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่ขัดต่อพระราชบัญญัติมหาชนฯในอนาคต
ในการดำเนินการในครั้งนี้ อย่าให้บอร์ดที่ถูกสรรหามาอย่างสุจริต ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในเกมอำนาจ