
SHORT CUT
โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธขอโทษโป๊ปลีโอที่ 14 ปมวิจารณ์สงครามอิหร่าน สะท้อนรอยร้าวครั้งใหม่ พร้อมย้อนอดีตผู้นำสหรัฐฯ ที่เคยงัดข้อกับคริสตจักร
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธอย่างชัดเจนที่จะกล่าวคำขอโทษต่อสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 หลังจากองค์ประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกได้วิพากษ์วิจารณ์จุดยืนของวอชิงตันเกี่ยวกับการทำสงครามในอิหร่าน ทรัมป์ระบุว่าโป๊ปลีโอ "อ่อนแอในเรื่องอาชญากรรม" และเตือนว่าโลกจะปล่อยให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ เขาอ้างว่าการออกมาพูดครั้งนี้เป็นเพียงการตอบโต้สิ่งที่โป๊ปลีโอวิจารณ์ตนเองในที่สาธารณะก่อน
ทางด้าน โป๊ปลีโอ ทรงเน้นย้ำถึงจุดยืนแห่งสันติภาพที่มีรากฐานจากพระคัมภีร์ โดยตรัสบนเครื่องบินประจำตำแหน่งว่า พระองค์ไม่ทรงหวาดเกรงรัฐบาลทรัมป์ และจะทรงสานต่อภารกิจในการส่งเสริมสันติภาพและการเจรจาพหุภาคีต่อไป ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่เจ็ด
ประเด็นความขัดแย้งยังลุกลามไปถึงกรณีที่ทรัมป์โพสต์ภาพบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเผยให้เห็นตนเองสวมเสื้อคลุมสไตล์ยุคพระคัมภีร์กำลังรักษาผู้ป่วย จนเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการเปรียบเปรยตนเองเป็นพระเยซู ทรัมป์ได้ลบภาพดังกล่าวในเวลาต่อมา พร้อมชี้แจงว่าเขาโพสต์ภาพนั้นเพราะมองเห็นตัวเองในบริบทของ "แพทย์" ที่ทำให้ผู้คนและสถานการณ์ดีขึ้น และตำหนิความสับสนที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะ "ข่าวปลอม"
แม้รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ จะออกมาปกป้องว่าภาพดังกล่าวเป็นเพียงอารมณ์ขันของทรัมป์ แต่เสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย รวมถึงผู้นำอิหร่าน กลับมองว่านี่คือการลบหลู่ศาสนา
ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอทรงวิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการที่ทรัมป์ขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน ซึ่งพระองค์มองว่าเป็น "ภัยคุกคามต่อชาวอิหร่านทั้งมวล" ขณะที่ทรัมป์สวนกลับอย่างเผ็ดร้อนผ่านโพสต์ขนาดยาวว่า โป๊ปลีโอได้รับเลือกเพียงเพราะเป็นชาวอเมริกันเพื่อมาคานอำนาจกับเขา พร้อมแนะให้องค์สันตะปาปาเลิกเอาใจฝ่ายซ้ายจัด และกลับไปมุ่งเน้นกิจการของคริสตจักรให้ดี
เหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และวาติกันครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หากย้อนดูการเมืองอเมริกัน จะพบว่าเคยมีเหตุการณ์ที่ผู้นำสหรัฐฯ มีความเห็นและให้สัมภาษณ์ขัดแย้งกับผู้นำคริสตจักรมาแล้วหลายครั้ง ได้แก่:
โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (ปี 2016): โป๊ปฟรานซิสทรงวิจารณ์นโยบายสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโกว่า "บุคคลที่คิดแต่จะสร้างกำแพง... บุคคลนั้นไม่ใช่คริสเตียน" ซึ่งทรัมป์ได้ตอบโต้อย่างดุเดือดว่า การตั้งคำถามถึงศรัทธาผู้อื่นเป็นเรื่องน่าอับอาย
โจ ไบเดน กับ สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งสหรัฐฯ (ปี 2021): ไบเดนเผชิญแรงกดดันหนักจากกลุ่มบิชอปสายอนุรักษนิยมที่พยายามผลักดันการงดให้ "ศีลมหาสนิท" แก่เขา เนื่องจากจุดยืนสนับสนุนสิทธิการทำแท้ง จนโป๊ปฟรานซิสต้องเข้ามาเบรกไม่ให้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
บิล คลินตัน กับ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 (ปี 1994): วาติกันเคลื่อนไหวทางการทูตเพื่อคัดค้านนโยบายควบคุมประชากรและการเข้าถึงการทำแท้งของรัฐบาลคลินตันในเวทีสหประชาชาติอย่างหนัก โดยมองว่าเป็น "วัฒนธรรมแห่งความตาย"
โรนัลด์ เรแกน กับ บิชอปคาทอลิกสหรัฐฯ (ปี 1983): คริสตจักรออกจดหมายอภิบาลวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสะสมอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องปรามโซเวียตของทำเนียบขาว ว่าเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม ทำให้รัฐบาลต้องพยายามล็อบบี้เพื่อลดทอนท่าทีแข็งกร้าว
จอห์น เอฟ. เคนเนดี กับ ผู้นำนิกายโปรเตสแตนต์ (ปี 1960): เคนเนดีต้องเดินสายเผชิญหน้าเพื่อยืนยันอุดมการณ์ต่อกลุ่มผู้นำศาสนาที่หวาดระแวงว่า หากได้ประธานาธิบดีเป็นคาทอลิก นโยบายประเทศจะถูกสั่งการโดยวาติกัน โดยเขาย้ำอย่างเด็ดขาดว่าจะตัดสินใจทุกอย่างบนผลประโยชน์ของชาติ
ที่มา : apnews cjr theguardian ncregister