
SHORT CUT
ที่ผ่านมาอาจมีคนมองว่า “New Balance” เป็นรองเท้าสำหรับคนรุ่นพ่อ แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น “Gen Z”
ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของแบรนด์สนีกเกอร์ นอกจากยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดอย่าง Nike และ Adidas จะเป็นที่น่าจับตามองแล้ว แบรนด์ระดับกลางในตลาดอย่าง “New Balance” ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้ว่าจะมีอายุมากถึง 120 ปี และที่ผ่านมามักได้รับความนิยมในฐานะ Dad Shoes หรือรองเท้ารุ่นคุณพ่อ แต่ทุกวันนี้มันกลายเป็นรองเท้าที่วัยรุ่นให้ความสนใจกันไม่น้อย
จากการจัดอันดับ Gen Z Brand Tracker ในปี 2025 พบว่า New Balance ครองอันดับ 1 แบรนด์ที่มีการเติบโตของมูลค่าแบรนด์ (Brand Equity) สูงที่สุดในกลุ่มคนอายุ 18-28 ปี โดยพุ่งสูงขึ้นถึง +18.3% ภายในไตรมาสเดียว จึงถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า อะไรคือเบื้องหลังการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้?
จุดเริ่มต้นของ New Balance เกิดขึ้นในปี 1906 โดย William J. Riley ผู้อพยพชาวไอริช เขาได้ไอเดียตอนนี้กำลังสังเกต “ไก่” ในสวนที่สามารถทรงตัวได้อย่างสมดุลด้วยเท้าเพียง 3 นิ้ว เขาจึงนำโครงสร้างนั้นมาออกแบบแผ่นรองซัพพอร์ตเท้า และกลายเป็นบริษัท New Balance Arch Support
แบรนด์ใช้เวลานานนับทศวรรษในการสร้างชื่อเสียงเรื่องความสบาย จนกระทั่งออกรองเท้าวิ่งรุ่นแรกชื่อ Trackster ในปี 1961 และก้าวสู่การเป็นแบรนด์แถวหน้าเมื่อ Jim Davis เข้าซื้อกิจการในปี 1972 ซึ่งเป็นช่วงที่โลโก้ตัว N เริ่มปรากฏสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกในรุ่น 320
เมื่อก่อนคำว่า “Dad Shoes” เอาไว้ใช้เรียกรองเท้ากีฬาที่มีพื้นหนาเทอะทะ เพราะต้องการเน้นความสบายและการใช้งานมากกว่าความสวยงาม ทำให้กลายเป็นที่นิยมในกลุ่มคุณพ่อหรือชายวัยกลางคนยุค 80
แต่ในยุคหลังการระบาดของโควิด กระแสแฟชั่นเริ่มเปลี่ยนทิศ ผู้คนโหยหาความสบายและกลิ่นอายความย้อนยุค New Balance ที่ยึดมั่นในดีไซน์ดั้งเดิมจึงกลายเป็นเพชรในตมที่ Gen Z ค้นพบ ทำให้รองเท้าที่เคยถูกล้อว่าน่าเกลียด กลับกลายเป็นนิยามของความเท่แบบไม่ต้องพยายาม และได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก
ที่จริงแล้ว New Balance ไม่ได้ดังเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากกลยุทธ์ที่วางมาอย่างดี โดยเฉพาะการเลือกพรีเซนเตอร์ที่ทรงอิทธิพล โดยแบรนด์ข้ามผ่านการเป็นแค่รองเท้ากีฬาไปสู่ไลฟ์สไตล์ ส่วนหนึ่งเพราะได้รับการโปรโมตจากไอคอนระดับโลก เช่น Hailey Bieber, Timothée Chalamet, Rihanna และการที่บางคนเลือกใส่รองเท้าสีเทารุ่น 992 สุดคลาสสิกของ Steve Jobs
ไม่ใช่แค่นั้นแต่ยังมีการร่วมมือกับแบรนด์ไฮเอนด์อย่าง Aimé Leon Dore และ J.Crew รวมถึงศิลปิน เช่น Jack Harlow และ J. Cole อีกด้วย จึงช่วยยกระดับจากรองเท้าวิ่งให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นระดับพรีเมียมได้
ในแง่ของการกล้าที่จะฉีกกฎก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้แบรนด์เติบโตมากขึ้น เช่น การสร้างเสียงฮือฮาด้วยการเปิดตัว Snoafer ซึ่งเป็นการผสมผสานรองเท้าสนีกเกอร์รุ่น 1906 เข้ากับรองเท้าโลฟเฟอร์ ตอบโจทย์เทรนด์แฟชั่นยุคใหม่ที่ไม่มีเส้นแบ่งพรมแดน
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ New Balance ได้รับความนิยมนอกจากเรื่องของดีไซน์แล้วก็คือ “คุณภาพ” เพราะท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แบรนด์ยังรักษาเอกลักษณ์การเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและฐานการผลิต ตัวอย่างเช่น “Made in USA / UK” คอลเลกชันที่ผลิตในอเมริกาและอังกฤษ ที่สร้างความรู้สึกถึงงานฝีมือ และความจริงใจต่อผู้บริโภค
และที่สำคัญจุดเด่นของ New Balance ก็คือ “ความสบาย” มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ เช่น Fresh Foam ที่ไม่เพียงแต่ให้ความนุ่มสบาย แต่ยังออกแบบมาโดยคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
ความสำเร็จนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขรายได้ที่ทุบสถิติ โดยในปี 2024 New Balance ทำยอดขายทั่วโลกได้สูงถึง 7.8 พันล้านดอลลาร์ และ ซีอีโอ Joe Preston ก็ตั้งเป้าที่จะพุ่งไปให้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เรียกได้ว่า New Balance พิสูจน์ให้เห็นว่าความยั่งยืนของแบรนด์ ไม่ได้เกิดจากการวิ่งตามเทรนด์ แต่เกิดจากการรู้จักตัวเอง การรักษาคุณภาพและความสบายที่เป็นรากฐานมานานกว่าศตวรรษ ที่เมื่อมาผสมผสานกับการตลาดดิจิทัลและการเลือกพันธมิตรที่ถูกต้อง ทำให้ New Balance ไม่ใช่แค่รองเท้าของคุณพ่ออีกต่อไป แต่เป็นรองเท้าที่ทุกคนอยากได้
ในยุคที่ Nike และ Adidas กำลังปรับตัวครั้งใหญ่ ก็ถือว่า New Balance ได้กลายเป็นผู้เล่นที่น่าจับตามองที่สุด ว่าจะสามารถรักษาความนิยมนี้ไปได้นานแค่ไหนในโลกแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อ้างอิงข้อมูล : The Harris Poll และ Markademics
ข่าวที่เกี่ยวข้อง