
SHORT CUT
รัฐบาลยืนยันไม่มีขึ้นภาษี VAT 10% ลั่นมุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ส่วนพ.ร.ก.กู้เงิน แค่ทางเลือกกฎหมายรองรับเหตุฉุกเฉินระดับโลก
ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง กำลังซื้อของประชาชนฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง และความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งระดับโลกเริ่มกดดันราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ การขยับนโยบายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขึ้นเป็น 10% จึงไม่ใช่เพียงมาตรการทางการคลังธรรมดา หากแต่เป็นแรงกระเพื่อมที่อาจซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของคนไทยในวงกว้าง
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแรง รายได้ครัวเรือนที่แท้จริงยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤต การเพิ่มภาษีทางอ้อมเช่น VAT ย่อมส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการแทบทุกชนิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ในจังหวะเวลาที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่แข็งแรง และความเสี่ยงจากสงครามโลกกำลังกดดันเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม การตัดสินใจเช่นนี้จะช่วยเสถียรภาพการคลัง หรือจะยิ่งเร่งให้ภาระของประชาชนหนักขึ้น
ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่ารัฐบาลขึ้นภาษี VAT 10% แต่..ล่าสุดมีความคืบหน้าจาก ‘รัชดา ธนาดิเรก’ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ว่า ไม่เป็นความจริง และย้ำว่าทิศทางของรัฐบาลตอนนี้คือการหามาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน มากกว่าการเพิ่มภาษีในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ อีกด้านหนึ่ง กระแสวิจารณ์เรื่องที่รัฐบาลอาจเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน เพื่อพยุงเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน ก็ถูกพูดถึงไม่น้อย โดยเฉพาะข้อกังวลว่าอาจเป็นการตัดสินใจโดยที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังยังไม่รับรู้
เรื่องนี้มีคำชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นเพียง “ความเห็นทางกฎหมาย” ของรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งอธิบายว่าหากจำเป็น รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก.กู้เงินได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่เปิดช่องไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมยกตัวอย่างว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็เคยใช้กลไกเดียวกันนี้ และไม่ได้มีปัญหาทางข้อกฎหมายแต่อย่างใด
เมื่อถูกถามว่าสถานการณ์ตอนนี้เข้าข่าย “ฉุกเฉิน” หรือไม่ คำตอบคือ มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเป็นระดับเงินคงคลังที่เหลือไม่มาก ผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มเกิดซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ ที่อาจกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญภาพรวมจึงสะท้อนว่า รัฐบาลกำลังประเมินสถานการณ์รอบด้าน และเตรียมเครื่องมือทางการเงินไว้รองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น แม้จะยังไม่มีการตัดสินใจดำเนินการจริงในตอนนี้ก็ตาม