
เมื่อ สส.พรรคประชาชน ดันร่างพ.ร.บ.ตายดี จุดคำถามสำคัญให้กับสังคมไทยอีกครั้ง ว่า เรามีสิทธิเลือกจุดจบชีวิตตนเองหรือไม่ หรือนี่คือทางออกสุดท้ายเมื่อระบบสาธารณสุขดูแลเราไม่ไหว ? เราจะจากไปอย่างไม่ทรมาน ได้ไหม ?
ประเด็นนี้ถูกจุดประกายขึ้นอย่างร้อนแรงเมื่อ ที่มา มาจาก ประเด็น สส.พรรคประชาชน เดินหน้าผลักดัน ร่างพ.ร.บ.ตายดี สิทธิขอจบชีวิตตนเอง หารือ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) แลกเปลี่ยนความเห็น หวังพัฒนาระบบการดูแลวาระท้ายของชีวิต
สิ่งนี้อาจนำมาสู่การตั้งคำถามตัวโตๆ ในสังคมว่า "เราสามารถเลือกการตาย ของชีวิต ได้หรือไม่ ?" ปัจจุบัน กฎหมายไทยตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 รองรับเพียง "สิทธิการตายดีตามธรรมชาติ" หรือการทำหนังสือปฏิเสธการรักษาเพื่อยืดชีวิต (Living Will)
อย่างไรก็ตาม การให้แพทย์เป็นผู้ช่วยยุติชีวิต (Active Euthanasia) ยังคงถือเป็นความผิดทางอาญาฐานฆ่าผู้อื่นในสังคมไทย ณ ปัจจุบัน
"การุณยฆาต" เป็นคำที่เราใช้กันจนคุ้นเคย แต่ความหมายเชิงลึกอาจผิดเพี้ยนไปจากสากล ในรากศัพท์ภาษากรีก "Euthanasia" มาจากคำว่า Eu (ดี) และ Thanatos (ความตาย) รวมแล้วแปลว่า "การตายดี" หรือการตายอย่างสงบปราศจากความทุกข์ทรมาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาแปลและใช้ในบริบทแบบไทย นัยยะของคำกลับให้น้ำหนักไปทางการ "ทำให้เสียชีวิตด้วยความเมตตา" ซึ่งสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักสิทธิพลเมืองและการดูแลทางการแพทย์ในระดับสากล
สิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความสับสนในสังคมคือการแยกแยะ 2 คำนี้ให้ออก Euthanasia เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่มีระเบียบแบบแผน มีบุคลากรทางการแพทย์คอยควบคุม และต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนจากผู้ป่วยที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน
ในขณะที่ Mercy Killing หรือการฆ่าด้วยความเมตตา มักเป็นเหตุการณ์นอกระบบที่กระทำโดยบุคคลใกล้ชิด เช่น พ่อแม่หรือลูก ที่ทนเห็นความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยไม่ไหวจึงลงมือจบชีวิตให้ ซึ่งในมุมของกฎหมาย การกระทำลักษณะนี้ถือเป็น "การฆาตกรรม" (Homicide) แม้จะมีแรงจูงใจจากความรักและความสงสารอย่างสุดซึ้งก็ตาม
การถกเถียงเรื่องนี้มักยืนอยู่บนฐานคิดเรื่อง "สิทธิในเนื้อตัวร่างกาย" ที่บุคคลควรมีอำนาจและอิสระในการกำหนดชะตาชีวิตตนเองเมื่อต้องเผชิญกับโรคร้าย
ขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่งที่สังคมปฏิเสธไม่ได้คือ ผู้ป่วยจำนวนมากร้องขอความตายเพราะชีวิตถูกบีบคั้น ขาดแคลนทรัพยากร ไม่มีเงินรักษา หรือรู้สึกผิดที่ต้องเป็นภาระของครอบครัว
หากมองให้ลึกซึ้งถึงเนื้อแท้ ถ้าประเทศไทยมีระบบการดูแลแบบประคับประคอง และศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยได้รับการบรรเทาความเจ็บปวดอย่างดีเยี่ยม การร้องขอความตายอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป
เสียงเรียกร้อง "สิทธิการตายดี" ในวันนี้ จึงอาจเป็นเสียงสะท้อนกลับไปว่า รัฐสร้างสวัสดิการดูแลชีวิตของพวกเขาในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ได้ดีพอแล้วหรือยัง ?
ที่มา : thaijo dignityindying humanists
ข่าวที่เกี่ยวข้อง