แกะรอยเส้นทางเงิน ‘นอมินี’ ถือหุ้น 80 บริษัท ปมต่างชาติยึด 'เกาะพะงัน'

แกะรอยเส้นทางเงิน ‘นอมินี’ ถือหุ้น 80 บริษัท ปมต่างชาติยึด 'เกาะพะงัน'

เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่าย "นอมินี" ต่างชาติบนเกาะพะงัน แกะรอยเส้นทางการเงิน พบคนไทยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ มากถึง 80-90 แห่ง

SHORT CUT

  • รัฐบาลและตำรวจเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่าย "นอมินี" ต่างชาติบนเกาะพะงัน โดยพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจพูลวิลล่าผิดกฎหมายที่มีชาวอิสราเอลเป็นเจ้าของ
  • จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบคนไทยคนเดียวมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ มากถึง 80-90 แห่ง เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาควบคุมธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย
  • ผลการตรวจค้นนำไปสู่การยึดโฉนดที่ดิน 37 แปลง มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท และออกหมายจับผู้กระทำผิดทั้งชาวไทยที่ให้การสนับสนุนและชาวต่างชาติที่ยังหลบหนี

เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่าย "นอมินี" ต่างชาติบนเกาะพะงัน แกะรอยเส้นทางการเงิน พบคนไทยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทต่างๆ มากถึง 80-90 แห่ง

รัฐบาลเดินหน้ากวาดล้าง “นอมินีต่างชาติ” บนเกาะพะงัน ปมพูลวิลล่าผิดกฎหมาย พบอิสราเอลถือครอง สั่งตรวจเส้นทางเงิน-ถือหุ้นไขว้ หลังพบต่างชาติคุมธุรกิจ 100% 

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เปิดปฏิบัติการบุกตรวจ พร้อมแกะรอยเส้นทางเงินของบริษัทต้องสงสัย พบบางคนถือหุ้นนับ 80 บริษัท ปฏิบัติการบุกค้นพื้นที่เป้าหมาย 24 แห่งบนเกาะพะงัน เป็นหนึ่งในมาตรการตรวจสอบการประกอบธุรกิจของกลุ่มทุนต่างชาติ ที่เข้าข่ายใช้ “นอมินี” หรือการใช้ชื่อคนไทยถือครองธุรกิจแทน เป็นการเข้าข่ายหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

โดยเป้าหมายสำคัญคือ พูลวิลล่า หรู 6 หลังที่อยู่ริมชายหาดในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านโฉลกหลำ ต.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งถูกตรวจสอบว่า เจ้าของ หรือผู้เช่าพื้นที่ในการประกอบธุรกิจ ทั้งหมดเป็นชาวอิสราเอล โดยเปิดให้เช่าในราคาคืนละ 30,000 บาท ให้เช่าขั้นต่ำอย่างน้อย 3 คืน

จากข้อมูลเชิงลึกพบว่าเจ้าของที่ดินเป็นคนไทย และเป็นคนพื้นเพ ต.เกาะพะงัน ซึ่งทำสัญญาเช่ากับบริษัท เทย์เลอร์วิลล่า จำกัด จำนวน 3 ไร่ระยะเวลา 30 ปี เป็นเงินจำนวน 47 ล้านบาท โดยมีการแบ่งจ่ายเป็นงวด แต่ปัญหาที่ตามมาในวันนี้ซึ่งอาจจะเข้าข่ายนอมินีคือมีการเปลี่ยนเปลี่ยนผู้เช่าจากเดิมที่เป็นคนไทยกลายเป็นต่างชาติ 100%

ข้อมูลของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้สแกนนิติบุคคลในพื้นที่เกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลมากถึง 4,761 ราย สะท้อนความจำเป็นที่รัฐต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น ว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือให้นอมินีบังหน้า เพื่อเลี่ยงกฎหมาย

จากการตรวจค้นเป้าหมายล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พ.ค.69 รวมไปถึงการตรวจสอบสำนักงานทนายความแห่งหนึ่ง ที่มีข้อมูลว่าช่วยประสานงานทำธุรกรรม เกี่ยวกับการครอบครองอสังหาริมทรัพย์บนเกาะพะงันให้กับกลุ่มคนต่างด้าว ข้อมูลที่น่าตกใจพบว่าหนึ่งบุคคลถือหุ้นจดทะเบียนบริษัทมากถึง 80-90 บริษัท พฤติกรรมส่วนใหญ่ คือ มีการสวมรอยต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจ

โดยศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ตรวจค้นเครือข่ายต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี เข้าปิดล้อมตรวจค้นบริษัทเป้าหมาย จำนวน 243 บริษัท พบบริษัทเข้าข่ายต้องสงสัยเป็นนอมินี และพบพิรุธเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 27 แห่ง เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดโฉนด 37 แปลง จำนวน 51 ไร่ 2 งาน มูลค่ารวม 150 ล้านบาท

พร้อมทั้งออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย สามารถจับกุมได้ 2 ราย เป็นชาวไทย กระทำความผิดในข้อหาช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ส่วนอีกรายเป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งยังหลบหนี

นอกจากนี้ ยังตรวจพบการดำเนินการนิติบุคคลบนเกาะพะงัน ทั้งสิ้น 3,754 ราย ต่างชาติถือหุ้น 2,381 ราย โดยจะเน้นตรวจสอบเชิงลึกในกลุ่มที่ต้องสงสัยเป็นธุรกิจนอมินี มีต่างชาติลงทุนในอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด การให้สิทธิคนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน กรณีตรวจพบคนไทยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการในหลายบริษัท

'อนุทิน' บุกเกาะพะงัน ลุยล้างบาง 'นอมินีต่างชาติ'

วานนี้ (13 พ.ค. 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางมายังที่ตั้งของบริษัทแห่งหนึ่ง พื้นที่ 7 บ้านโฉลกหลำ ต.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีการล้อมวงพูดคุยกับรัฐมนตรีที่ร่วมคณะและเจ้าหน้าที่ หน่วยงานราชการที่ดูแลในพื้นที่เกาะพะงัน ที่บริเวณด้านหน้า พูลวิลล่าที่มีการก่อสร้างผิดกฎหมาย

โดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) รายงานเรื่องการก่อตั้งพูลวิลล่า ซึ่งก่อสร้างผิดกฎหมาย และมีชาวอิสราเอลเป็นเจ้าของ ตามนโยบายปฏิบัติการทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน

โดยนายกฯ กล่าวว่า ขอให้พิสูจน์ว่าผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติหรือไม่ เพราะถ้าถือหุ้นถือว่าผิดหลักต่างชาติมาซื้อที่ดินในไทย แต่พฤติกรรมที่กระทำผิด ตัวเองทราบดีว่าไม่มีสิทธิถือครองที่ดิน แต่ใช้ลักษณะนอมินีมาอ้างมาซื้อที่ดิน หลอกลวงให้คนทั่วไปเข้าใจว่านี่คือบริษัทไทย และขอให้ตรวจสอบเส้นทางเงินของบริษัทดังกล่าวด้วย

นายกฯ ระบุอีกว่า การลงพื้นที่เกาะพะงันครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพื่อติดตามและจัดการกับการกระทำผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกาะพะงัน พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบให้เกิดความเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นธรรม และทำให้เกาะพะงันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าอยู่ น่าเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้จ่ายและสร้างรายได้แก่ชุมชน

ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากพบการกระทำผิดกฎหมายหรือพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ ขอให้แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องเกรงกลัว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 

related