
SHORT CUT
เมื่ออาณาจักรแบรนด์หรู ‘LVMH’ ต้องขายแบรนด์ในเครือออกไป ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเก็บธุรกิจที่ทำกำไรไว้ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าท่ามกลางความต้องการสินค้าหรูที่ลดลง
ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์สำหรับ “LVMH” หรือ Moët Hennessy – Louis Vuitton SE อาณาจักรสินค้าหรูที่ใหญ่ที่สุดในโลก ของมหาเศรษฐี “Bernard Arnault” เพราะกำลังทำในสิ่งที่โลกแฟชั่นไม่คุ้นเคย นั่นคือการ “ลดขนาดองค์กร” โดยการพิจารณาขายแบรนด์ในเครือหลายแบรนด์เพื่อรับมือกับภาวะความต้องการสินค้าหรูที่ชะลอตัวลงทั่วโลก
ถือว่าเปลี่ยนบทบาทจากผู้ไล่ล่ามาเป็นผู้ขาย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มันคือการยอมรับว่าโครงสร้างตลาดสินค้าหรูทั่วโลกได้เปลี่ยนไปอย่างถาวรแล้ว
จะเรียกว่าเป็นการสิ้นสุดยุคทองหลังแพนดามิกก็ว่าได้ เพราะช่วงปี 2023 เป็นต้นมา ยอดขายแบรนด์ดังอย่าง Louis Vuitton และ Dior เริ่มโตช้าลง เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มที่ซื้อสินค้าหรูเป็นครั้งคราวเพื่อยกระดับสถานะ (Aspirational) มีรายได้เหลือเฟือลดลง และเจอกับภาวะเงินเฟ้อรวมถึงการปรับราคาสินค้าขึ้นสูงจนรับไม่ไหว
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการปรับพอร์ตโฟลิโอ โดย LVMH ต้องการกำจัดแบรนด์ที่ทำผลงานได้ไม่ดีหรือมีกำไรต่ำ เพื่อนำเงินทุนกลับไปเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์หลักที่เป็นเครื่องจักรทำเงิน
นอกจากนี้ตลาดสินค้าหรูเองก็เริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว ความต้องการในจีนชะลอตัว และผู้บริโภคในสหรัฐฯ เริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
Luca Solca นักวิเคราะห์จาก Bernstein ระบุว่า LVMH กำลังกำจัดแบรนด์ที่ฉุดอัตรากำไรเฉลี่ยของกลุ่ม เพื่อให้งบการเงินดูแข็งแกร่งและดึงดูดนักลงทุนในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน
LVMH ไม่ได้ขายแบบสุ่ม แต่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เริ่มจากกลุ่มความงาม ที่ตอนนี้กำลังพิจารณาขายหุ้น 50% ของ Fenty Beauty รวมถึง Make Up For Ever และ Fresh สะท้อนว่า LVMH ต้องการถอยออกจากแบรนด์ที่เน้นปริมาณหรือเน้นกระแสแฟชั่น แล้วหันไปทุ่มทรัพยากรให้แบรนด์ที่มีความคลาสสิกสูงอย่าง Dior Beauty และ Guerlain แทน
ต่อมาก็คือกลุ่มแฟชั่นและเครื่องหนัง นั่นก็คือ Marc Jacobs ที่เคยเป็นลูกรัก แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นภาระในการบริหารจัดการ และแม้ว่าการเจรจาขายให้ Authentic Brands Group ล่มไป แต่แสดงก็ให้เห็นว่า LVMH พร้อมจะปล่อยแบรนด์นี้หากได้ราคาที่เหมาะสม (ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์)
ส่วนแบรนด์ที่ถูกขายออกไปก่อนหน้านี้ก็คือ Off-White และ Stella McCartney (ขายหุ้นคืน 49% ให้เจ้าของแบรนด์) ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการยอมรับว่าสตรีทแวร์หรูกับแฟชั่นรักษ์โลก ก็อาจไม่ตอบโจทย์กำไรในระยะยาวเท่ากับความหรูหราแบบดั้งเดิม
ถัดมาก็คือกลุ่มเครื่องดื่มซึ่งเรียกได้ว่าช่วงที่ผ่านมาทำผลงานออกมาได้แย่ที่สุด ดังนั้นการขายโรงบ่มไวน์ในแคลิฟอร์เนียอย่าง Joseph Phelps หรือเหล้ารัม Eminente คือการพยายามปรับพอร์ตเครื่องดื่มให้เหลือเฉพาะตัวที่ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำจริงๆ
เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ LVMH อยู่ในโหมดลดขนาด มากกว่าขยายตัว เพราะจากสถิติทั้งซื้อและขายที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2000 LVMH ซื้อกิจการไปถึง 206 ครั้ง รวมดีลยักษ์อย่าง Tiffany & Co. มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ขายออกเพียง 122 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดีลเล็กๆ การขายรอบนี้จึงถือเป็นการถอยทัพครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
แม้ว่าจะขายแบรนด์ออกไปแต่ LVMH ยังมีกระแสเงินสดมหาศาลกว่า 1.1 หมื่นล้านยูโรในปีที่ผ่านมา และยังมีสถานะเป็นผู้ซื้อที่มีศักยภาพ
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า LVMH สนใจถือหุ้นส่วนน้อยใน Armani ตามพินัยกรรมของผู้ก่อตั้ง แต่ยังเป็นโปรเจกต์ที่ต้องใช้เงินทุนและเวลาสูง
ทางด้าน Bernard Arnault เองก็ยังคงแสดงความมั่นใจในบริษัทด้วยการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มในปีนี้ โดยปัจจุบันครอบครัว Arnault ถือหุ้นอยู่ประมาณ 50%
เรียกได้ว่าการขยับตัวครั้งนี้ของ LVMH คล้ายกับเป็นสัญญาณเตือนว่า ยุคที่ความหรูหราขายอะไรก็คล่องนั้นจบลงแล้ว เพราะแม้แต่อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ต้องเลือกเก็บไว้เฉพาะสิ่งที่ทำกำไรสูงสุด และตัดทิ้งสิ่งที่เป็นภาระ เพื่อรอวันที่เศรษฐกิจโลกจะกลับมาสดใสอีกครั้ง
อ้างอิงข้อมูล : The Financial Times และ Business Today