โลกเข้าสู่ยุคคนเมือง เมื่อ 81% ของมนุษย์อยู่ในเขตเมืองแล้ว

โลกเข้าสู่ยุคคนเมือง เมื่อ 81% ของมนุษย์อยู่ในเขตเมืองแล้ว

โลกเข้าสู่ยุค 'คนเมือง' เต็มตัว เมื่อยูเอ็นพบว่า 4 ใน 5 ของมนุษย์อาศัยอยู่ในเมืองและชุมชนเมืองแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ชนบท แต่กระจุกตัวในเมือง

SHORT CUT

  • ประชากรโลก 81% อาศัยอยู่ในเมืองหรือชุมชนเมือง เหลือเพียง 19% ที่ยังอยู่ในชนบท ตัวเลขนี้สูงกว่าภาพจำเดิมมาก เพราะงานศึกษาครั้งใหม่ใช้นิยาม “เมือง” แบบเดียวกันทั่วโลก แทนการพึ่งนิยามที่แต่ละประเทศกำหนดเอง
  • ยูเอ็นคาดว่า ภายในปี 2050 ประชากรเมืองจะเพิ่มเป็น 83% โดยเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้โตจากการย้ายถิ่นเข้าเมือง ยุโรปและอเมริกาเหนือโตจากการย้ายถิ่นข้ามประเทศ ส่วนแอฟริกาใต้สะฮาราโตจากอัตราการเกิดที่สูง
  • เมืองอาจสร้างปัญหา เช่น มลพิษ ความร้อน พื้นที่สีเขียวน้อย การใช้พลังงานสูง และสุขภาพจิตที่แย่ลง แต่ถ้าออกแบบดี มีขนส่งสาธารณะ พื้นที่สีเขียว โรงพยาบาล และโอกาสทางเศรษฐกิจ เมืองก็อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งมีประสิทธิภาพและเอื้อต่อชีวิตมนุษย์มากขึ้นได้.

โลกเข้าสู่ยุค 'คนเมือง' เต็มตัว เมื่อยูเอ็นพบว่า 4 ใน 5 ของมนุษย์อาศัยอยู่ในเมืองและชุมชนเมืองแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ชนบท แต่กระจุกตัวในเมือง

ภาพจำเดิมที่ว่าโลกยังมีประชากรชนบทจำนวนมาก อาจต้องถูกมองใหม่อีกครั้ง เพราะรายงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติพบว่า ปัจจุบันประชากรโลกมากถึง 81% อาศัยอยู่ในเมืองและชุมชนเมือง มากกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน

ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะรายงาน World Urbanisation Prospects ฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 2018 เคยประเมินว่า ประชากรโลกที่อยู่ในเขตเมืองมีราว 55% เท่านั้น แต่ปัญหาคือแต่ละประเทศนิยามคำว่า 'เมือง' ไม่เหมือนกัน บางประเทศถือว่าชุมชนเล็ก ๆ ไม่กี่ร้อยคนก็เป็นเมืองแล้ว ขณะที่บางประเทศต้องมีประชากรหลายหมื่นคนจึงนับว่าเป็นเมือง ทำให้ภาพรวมของโลกคลาดเคลื่อนไปมาก

งานศึกษาครั้งใหม่นี้จึงพยายามแก้ปัญหาด้วยการใช้นิยามเดียวกันทั่วโลก โดยแบ่งพื้นที่เมืองออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 'เมือง' ที่มีประชากรอย่างน้อย 50,000 คน และมีความหนาแน่นตั้งแต่ 1,500 คนต่อตารางกิโลเมตรขึ้นไป กับ “เมืองขนาดเล็กหรือชุมชนเมือง” ที่มีประชากรอย่างน้อย 5,000 คน และมีความหนาแน่นตั้งแต่ 300 คนต่อตารางกิโลเมตรขึ้นไป ส่วนพื้นที่ที่เหลือจึงจัดเป็นชนบท

เมื่อนำข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลสำรวจระดับประเทศจาก 237 ประเทศและดินแดนมาวิเคราะห์ ภาพที่ได้คือ โลกในปี 2025 กลายเป็นโลกของเมืองไปแล้วอย่างแท้จริง ประชากร 45% อยู่ในเมือง โดยส่วนใหญ่อยู่ในเมืองขนาดไม่เกิน 250,000 คน ขณะที่อีก 36% อยู่ในชุมชนเมืองหรือเมืองขนาดเล็ก รวมกันแล้วเท่ากับว่า 81% ของมนุษย์อาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง เหลือเพียง 19% เท่านั้นที่ยังอยู่ในชนบท

แนวโน้มนี้ยังไม่หยุดลงง่ายๆ แบบจำลองของยูเอ็นคาดว่า ภายในปี 2050 สัดส่วนประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้นเป็น 83% แม้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์อาจดูเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ในเชิงจำนวนคนจริง ทั้งเมืองใหญ่และเมืองขนาดเล็กจะยังมีประชากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนประชากรชนบทมีแนวโน้มแตะจุดสูงสุดในช่วงทศวรรษ 2040 ก่อนจะเริ่มลดลง

เหตุผลที่เมืองเติบโตไม่ได้เหมือนกันทุกภูมิภาค ในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ ปัจจัยสำคัญคือการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมือง ผู้คนเดินทางเข้าหาโอกาสทางการศึกษา งาน รายได้ และชีวิตทางสังคมที่หลากหลายกว่า ส่วนในยุโรปและอเมริกาเหนือ การย้ายถิ่นข้ามประเทศมีบทบาทมาก ขณะที่ในแอฟริกาใต้สะฮารา เมืองเติบโตจากอัตราการเกิดที่สูงกว่าการตายเป็นหลัก

โลกเข้าสู่ยุคคนเมือง เมื่อ 81% ของมนุษย์อยู่ในเขตเมืองแล้ว

เมืองอาจเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อโลก หากเมืองขยายตัวโดยไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ผลที่ตามมาคือการแผ่ขยายของเมืองอย่างไร้ทิศทาง หรือ Urban Sprawl ทำให้ผู้คนต้องพึ่งพารถยนต์มากขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น และปล่อยคาร์บอนมากขึ้น แต่ถ้าเมืองถูกออกแบบอย่างรอบคอบ มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ เมืองก็อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ใช้พลังงานคุ้มค่ากว่าชนบทได้เช่นกัน

ด้านสุขภาพ เมืองก็มีสองด้านเช่นเดียวกัน ด้านหนึ่ง คนเมืองต้องเผชิญมลพิษทางอากาศ ความร้อนสุดขั้ว และพื้นที่สีเขียวที่ไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพหัวใจ ความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม รวมถึงภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า โดยเฉพาะในเมืองที่ขาดสวนสาธารณะหรือพื้นที่พักใจ

แต่อีกด้านหนึ่ง เมืองก็ให้ข้อได้เปรียบที่ชนบทจำนวนมากยังขาด ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่เข้าถึงง่ายกว่า ระบบสาธารณสุขที่ครอบคลุมกว่า โอกาสทางเศรษฐกิจที่มากกว่า รวมถึงชีวิตทางสังคมที่เปิดกว้างกว่า เมืองทำให้ผู้คนมีโอกาสพบคนที่คิดคล้ายกัน สนใจเรื่องเดียวกัน หรือใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกได้มากขึ้น

ที่มา : newscientist

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

related