
SHORT CUT
วิธีเอาตัดรอดจาก 'ฟ้าผ่า' จุดไหนควรเลี่ยง วัตถุที่เป็นโลหะ เช่น สร้อยคอ หรือโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่สื่อล่อฟ้า แต่ความเสี่ยงหลักคือการอยู่ในที่สูง โล่งแจ้ง หรือโดดเด่น
จากกรณีเหตุระทึก ฟ้าผ่า 'ไรเดอร์' ขณะขี่รถจักรยานยนต์ส่งอาหาร มาถึงบนสะพานต่างระดับรัชวิภา ลงกลางหมวกกันน็อค สร้อยคอขาด โดยได้ถูกสายฟ้าผ่าลงมากลางลำตัว จนรถจักรยานยนต์เสียหลักล้ม บาดเจ็บสาหัส
ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความเรื่อง 'ฟ้าผ่าไรเดอร์ขณะวิ่งรถ'
เรื่องที่มีรถจักรยานยนต์ถูกฟ้าผ่า จนผู้ขับขี่บาดเจ็บสาหัส และก็คอมเมนต์กันไปต่างๆ นานา ว่าเป็นเพราะคนขับใส่สร้อยคอ เลยเป็นตัวล่อให้ฟ้าผ่า หรือแม้แต่หมวกกันน็อค, โทรศัพท์มือถือ, กล่องใส่ของท้ายรถ ฯลฯ ก็มีบางคอมเมนต์ที่ตั้งข้อสงสัยนั้น ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ได้มีวัตถุใดเป็นตัวล่อ ตัวดึงดูดให้ฟ้าผ่า เป็นเพียงแค่ความโชคร้ายที่รถอยู่ในจุดสูงเด่น (สะพานยกระดับ) และวิ่งมาตรงจุดที่ฟ้าบังเอิญผ่าลงมาพอดี ไม่โดนคันนี้ ก็โดนรถคันอื่นที่วิ่งผ่านตรงนั้น
วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่กับคนขับมอเตอร์ไซค์คันนี้ ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สื่อล่อให้ฟ้าผ่า ถ้าคิดว่าโลหะจะล่อฟ้าผ่า ตัวรถจักรยานยนต์ทั้งคัน ยังน่าสงสัยมากกว่า แต่เพราะความบังเอิญ อันเนื่องจากรถมอเตอร์ไซค์กำลังอยู่ในที่โล่งแจ้งบนสะพานสูงขณะฝนตก ซึ่งเป็นหนึ่งในบริเวณที่มีความเสี่ยงในการถูกฟ้าผ่า คือพื้นที่สูงเด่นที่ประจุไฟฟ้าในอากาศจะเคลื่อนที่มาตามเส้นทางที่สั้นที่สุดลงสู่พื้นดิน และมักจะผ่านวัตถุที่อยู่ในจุดสูงเด่นที่สุดของบริเวณนั้น
จะเห็นได้ว่า การขับขี่มอเตอร์ไซค์ในระหว่างที่เกิดฝนฟ้าคะนองนั้น มีความเสี่ยงได้รับอันตรายกว่ารถยนต์เป็นอันมาก เพราะเวลาที่รถยนต์ถูกฟ้าผ่า โครงโลหะของตัวถังรถยนต์จะทำตัวเหมือนเป็น กรงฟาราเดย์ (Faraday cage) ให้กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าวิ่งไปรอบตัวรถ และลงสู่พื้นดินในที่สุดโดยไม่เข้าไปหาผู้ขับขี่ผู้โดยสารด้านใน แต่มอเตอร์ไซค์นั้นไม่มีโครงสร้างห่อหุ้ม ผู้ขับขี่จึงมีความเสี่ยงที่จะรับกระแสไฟจากฟ้าผ่าไปเต็มๆ
ดังนั้นในช่วงฤดูฝนนี้ ผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรจะต้องหลีกเลี่ยงการขับขี่ไปบนที่สูงเด่น ดังเช่นกรณีของสะพานต่างระดับแบบนี้ หรือที่โล่งแจ้ง เช่น เส้นถนนโดดเดี่ยว ทุ่งนา ถ้าเป็นไปได้ควรหยุดพักหาที่หลบฝนที่มั่นใจว่าปลอดภัย เช่น เป็นอาคารแข็งแรง หรือใต้โครงสร้างสะพาน อย่าไปจอดหลบใต้ต้นไม้ หรือป้ายโฆษณา ซึ่งมักจะเสี่ยงถูกฟ้าผ่า หรือแม้แต่จะหักโค่นทับได้
ส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือนั้น อย่างที่เน้นแล้วว่าทั้งตัวของเครื่องโทรศัพท์ หรือสัญญาณโทรศัพท์ จะไม่ได้ล่อฟ้าผ่าอย่างที่เข้าใจผิดกัน แต่ก็มีความเสี่ยงอันตรายถ้าเกิดมีฟ้าผ่าใกล้ๆ แล้วมีการเหนี่ยวกระแสไฟฟ้าขึ้นในอากาศ จนทำให้โทรศัพท์มือถือเกิดการลัดวงจร หรือระเบิดขึ้น ก็จะเป็นอันตรายต่อใบหน้าขณะที่โทรได้
ความเชื่อที่ว่าเล่นมือถือขณะฝนตกทำให้ฟ้าผ่าจริงๆ แล้วมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะมือถือไม่ได้เป็นสื่อล่อฟ้า การใช้มือถือในขณะที่ฝนตกไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้โดนฟ้าผ่า เพราะจากการทดลองของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พบว่าฟ้าไม่ผ่าลงโทรศัพท์มือถือ และทุกเครื่องยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ และโทรศัพท์เวลาใช้งานจะอยู่ต่ำกว่าตัวคน
ที่สำคัญพลังงานของสัญญาณโทรศัพท์มือถือไม่สามารถทำให้อากาศแตกตัวเป็นตัวนำได้ พร้อมกันนี้ยังมีรายงานว่าการใช้โทรศัพท์อยู่ใกล้บริเวณที่เกิดฟ้าผ่า อาจจะมีผลเหนี่ยวนำให้แบตเตอรี่เกิดการลัดวงจรและเกิดการระเบิดจนเป็นสาเหตุ ของการบาดเจ็บได้ เป็นผลข้างเคียงแต่ไม่ใช่สื่อล่อให้ฟ้าผ่า อย่างไรก็ดีการใช้โทรศัพท์มือถือในสภาวะที่เกิดฝนฟ้าคะนอง ก็นับเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง เพราะหากน้ำเข้าโทรศัพท์ก็มีโอกาสทำให้แบตเตอรี่เกิดการลัดวงจรได้เช่นเดียวกัน
รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า “ชาร์จโทรศัพท์มือถือ ไม่ได้ล่อฟ้า แต่อาจมีอันตรายจากกระแสไฟฟ้าได้
ฟ้าผ่า เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คาดเดาได้ยาก โดยมีแนวโน้มจะผ่าลงตรงตำแหน่งที่ “โดดเด่น” ในบริเวณนั้น เช่น ต้นไม้สูง กระท่อมกลางนา อาคารสูง เสาไฟฟ้า หรือแม้แต่การที่เรายืนอยู่ในพื้นที่โล่ง
แต่อย่างไรก็ตาม ขณะเกิดฟ้าผ่า แม้ไม่ได้ลงมาที่ตัวเราโดยตรง แต่มันสามารถสร้างอันตรายทางอ้อมให้ได้ จากการที่กระแสไฟฟ้ากำลังแรงจากฟ้าผ่า เคลื่อนที่มาสู่ตัวเรา เช่น วิ่งมาตามสายไฟฟ้าในบ้านเรือน วิ่งมาจากรั้วที่เป็นโลหะ วิ่งมาตามพื้นดิน หรือแม้แต่กระโดดในอากาศ .
รวมไปถึงการเกิดสนามแม่เหนี่ยวนำให้วัตถุที่เป็นโลหะ เกิดความร้อนสูงขึ้น จนเสียหายหรือเกิดการระเบิดของแบตเตอรี่ขึ้นได้ ซึ่งกรณีนี้แหละ ที่มักทำให้เข้าใจผิดกันว่าโทรศัพท์เป็นตัวล่อฟ้า เพราะไปเห็นว่าโทรศัพท์มือถือของคนที่ถูกฟ้าผ่านั้น มีรอยไหม้หรือระเบิดขึ้น
ดังนั้น เมื่อย้อนกลับไปประเด็นที่ว่า “การเล่นโทรศัพท์มือถือ ตอนฟ้าร้อง จะโดนฟ้าผ่าหรือไม่ ? ก็ยืนยันว่า โทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นตัวล่อฟ้าแต่อย่างใด ขอแค่อย่าไปยืนโทรอยู่ในที่โล่งแจ้ง หรือใต้ต้นไม้ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงถูกฟ้าผ่า
และปกติแล้ว การใช้โทรศัพท์มือถือในบ้าน ในอาคารที่มีระบบป้องกันฟ้าผ่า ก็ไม่ได้จะทำให้ถูกฟ้าผ่า .. ไม่ได้จำเป็นต้องปิดมือถือ อย่างที่หลายคนเตือนกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการ “การชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ” ในขณะที่มีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ เพราะหากเกิดฟ้าผ่าขึ้น ใกล้บริเวณบ้าน อาจทำให้เกิดไฟฟ้ากระชาก วิ่งผ่านสายไฟ มาส่งผลต่อแบตเตอรี่หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของโทรศัพท์ได้
ที่มา : FB อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ , กรมวิทยาศาสตร์บริการ