ดราม่า ลดหย่อนภาษี บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ‘จะให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล’

ดราม่า ลดหย่อนภาษี บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ‘จะให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล’

เกณฑ์ใหม่ 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' ที่จะตัดสิทธิ์พ่อแม่ซึ่งถูกลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี ถูกวิจารณ์หนักว่าเป็นการบังคับให้ประชาชนเลือกระหว่าง 'ให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล' คลังแจงมีเป้าหมายเพื่อคัดกรองผู้ที่เดือดร้อนจริง

SHORT CUT

  • เกิดประเด็นดราม่าจากเกณฑ์ใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ที่จะตัดสิทธิ์พ่อแม่ซึ่งถูกลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี
  • เกณฑ์ดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการบังคับให้ประชาชนเลือกระหว่าง "ให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล" และเปรียบเสมือนการลงโทษลูกกตัญญู
  • กระทรวงการคลังชี้แจงว่ามีเป้าหมายเพื่อคัดกรองผู้ที่เดือดร้อนจริง และเปิดให้พ่อแม่ที่ลูกไม่ได้เลี้ยงดูสามารถยื่นอุทธรณ์ขอคืนสิทธิ์ได้
  • มีการโต้แย้งว่าเกณฑ์นี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะการที่ลูกจะใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้ พ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์รายได้ของผู้มีสิทธิ์รับบัตรสวัสดิการฯ

เกณฑ์ใหม่ 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' ที่จะตัดสิทธิ์พ่อแม่ซึ่งถูกลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี ถูกวิจารณ์หนักว่าเป็นการบังคับให้ประชาชนเลือกระหว่าง 'ให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล' คลังแจงมีเป้าหมายเพื่อคัดกรองผู้ที่เดือดร้อนจริง

จากประเด็นดราม่าในโลกออนไลน์ การปรับเกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กลายเป็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเงื่อนไขใหม่ที่กำหนดว่า 'ผู้ที่ถูกบุตรนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในฐานะบิดา-มารดา จะไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' ส่งผลให้เกิดทั้งเสียงวิพากพิจารณ์และคัดค้านเป็นจำนวนมาก 

เลือกเอา 'จะให้รัฐดูแล หรือลูกดูแล'

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผย พ่อ-เเม่ ถูกตัดสิทธิ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลูกนำชื่อไปยื่นลดหย่อนภาษีลูกกตัญญู เเต่ไม่ส่งเสียเลี้ยงดู ยื่นอุทธรณ์ขอคืนสิทธิ์ได้ ชี้ถึงเวลาต้องเลือก จะให้รัฐดูแล หรือ ให้ลูกดูแล ยัน เป้าหมายการยืนยันสิทธิรอบใหม่ ต้องการช่วยคนจนจริงๆ คัด ‘คนยากจน’ ออกจาก ‘คนอยากจน’

เกณฑ์คัดกรองสมเหตุสมผลหรือยัง

นายถนอม เกตุเอม อดีตนักตรวจสอบภาษี กรมสรรพากร อินฟลูเอ็นเซอร์นาม TaxBugnoms เตือนไม่ควรเถียงกัน ‘สิทธิลดหย่อนภาษี-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ควรเลือกใช้อะไร ประโยค ‘จะให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล’ ชีวิตจริงหลายครอบครัวไม่ได้มีแค่ 2 ทาง เข้าใจรัฐคัดกรองสวัสดิการเพราะงบจำกัด แต่เกณฑ์คัดกรองสมเหตุสมผลหรือยัง ระบุ การอุทธรณ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนที่เข้าไม่ถึงระบบดิจิทัล คนที่ไม่รู้ขั้นตอน

เราไม่ควรเถียงกันว่าสิทธิลดหย่อนภาษี กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิทธิไหนสำคัญกว่า หรือประชาชนควรเลือกใช้อะไร เพราะทั้งสองอย่างนี้ไม่ควรถูกออกแบบให้ประชาชนต้องเลือกตั้งแต่แรก โดยปราศจากการพิจารณาข้อเท็จจริงของชีวิต

สิทธิลดหย่อนภาษี คือ การที่รัฐเปิดให้ลูกที่มีภาระดูแลพ่อแม่ตามเงื่อนไข สามารถใช้สิทธิทางภาษีในรูปแบบของการลดหย่อนได้ ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ การที่รัฐรับรู้ว่ายังมีประชาชนบางกลุ่มที่ลำบาก และต้องการความช่วยเหลือพื้นฐาน ตนมีความเห็นว่าสองเรื่องนี้ไม่ควรขัดกันเอง โดยเฉพาะในครอบครัวที่กำลังพยายามประคองชีวิตอยู่แล้วอย่างทุกวันนี้

ผมเข้าใจดีครับ ว่ารัฐจำเป็นต้องคัดกรองสวัสดิการ เพราะงบประมาณมีจำกัด และรัฐควรป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ได้ลำบากจริง เข้ามาใช้สิทธิแทนคนที่ลำบากกว่า ตรงนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และเป็นสิ่งที่รัฐควรทำ แต่คำถามคือเกณฑ์ที่ใช้คัดกรองนั้นสมเหตุสมผลหรือยัง

กรณีที่พ่อแม่ถูกลูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่ควรถูกตีความอัตโนมัติว่าพ่อแม่ไม่ลำบากแล้ว หรือครอบครัวนั้นมีคนดูแลเพียงพอแล้ว เพราะลูกที่ดูแลพ่อแม่ ไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ไม่ลำบาก และลูกที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็ไม่ได้แปลว่าลูกมีฐานะดีพอจะแบกรับทุกอย่าง

ในทางกลับกันการที่ลูกนำพ่อแม่ไปลดหย่อนได้ มีเงื่อนไขสำคัญอยู่แล้วว่า พ่อแม่ต้องมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ตัวเลขนี้ควรสะท้อนความเปราะบาง ไม่ใช่ถูกใช้เป็นเหตุผลว่า คน ๆ นั้นไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ หรือมองว่าได้รับการดูแลเพียงพอแล้ว และต้องไม่ลืมว่า สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ 30,000 บาทต่อคนต่อปี ไม่ได้แปลว่ารัฐให้เงินช่วยครอบครัวนั้น 30,000 บาท จริง ๆ เพราะตัวเลขนี้เป็นเพียงฐานลดหย่อนภาษี

 

มูลค่าจริงที่ลูกได้รับขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน แต่ภาระจริงในการดูแลพ่อแม่ อาจสูงกว่านั้นมาก ค่าอาหาร ค่ายา ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน รวมถึงภาระทางใจของคนที่ต้องประคองทั้งบ้านไว้พร้อมกัน ทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกสะท้อนครบในตัวเลขลดหย่อน 30,000 บาท แล้วบอกว่าจบแล้ว เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว”

สิ่งที่ผมอยากชวนคิดต่อ คือ การอุทธรณ์เพื่อใช้สิทธิ์ หากลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อน แต่ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูจริง พ่อแม่สามารถยื่นอุทธรณ์ขอคืนสิทธิได้ (ตามที่รัฐได้ชี้แจงไว้) จุดนี้อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐเองก็มองเห็นในประเด็นการถูกนำชื่อไปลดหย่อน ไม่ใช่หลักฐานสมบูรณ์ว่าได้รับการดูแลจริง คำถามกลับที่น่าสนใจ คือ ทำไมภาระในการพิสูจน์ความจริง จึงต้องถูกผลักไปอยู่ที่พ่อแม่ที่ลำบากอยู่แล้ว การมีช่องอุทธรณ์เป็นเรื่องดี

แต่การอุทธรณ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนที่เข้าไม่ถึงระบบดิจิทัล คนที่ไม่รู้ขั้นตอน คนที่ไม่มีเอกสารพร้อม หรือคนที่ไม่กล้าพูดว่าลูกไม่ได้ดูแลจริง ในบริบทของสังคมไทย การให้พ่อแม่ไปอุทธรณ์ว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดูฉันจริง” ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร มันอาจกระทบความสัมพันธ์ในบ้าน กระทบความรู้สึก กระทบหน้าตาของครอบครัว

จวกเกณฑ์ใหม่ เหมือนทำโทษ 'ลูกกตัญญู'

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า กรณีกระทรวงการคลัง ออกหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยพ่อ แม่ ที่ลูกนำรายชื่อไปลดหย่อนภาษี 30,000 บาท จะไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า เกณฑ์ดังกล่าวเปรียบเหมือนการลงโทษลูกกตัญญู

นี่มันเกณฑ์อะไรกัน ลูกหักลดหย่อนอุปการะบุพการีได้ปีละ 30,000 บาท ให้กับพ่อแม่ที่อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท เท่ากับว่ารัฐสนับสนุนให้ลูกส่งเงินให้พ่อแม่ใช้เดือนละไม่ถึง 3,000 แต่ถ้าเอาไปลดหย่อนเมื่อไหร่ พ่อแม่โดนตัดสิทธิรับบัตรสวัสดิการทันที ทั้ง ๆ ที่เกณฑ์รายได้หากจะได้บัตรสวัสดิการ คือไม่เกิน 100,000 บาท ลูกส่งเงินมารวมกับรายได้ของพ่อแม่ ยังไงก็ไม่เกิน 60,000 บาท เอาอะไรไปตัดสิทธิ์เค้า…??? กลายเป็นทำโทษลูกกตัญญู ถ้าให้ลดหย่อนอุปการะบุพการี 100,000 บาท ก็ว่าไปอย่าง

ที่มา : FB TaxBugnoms , FB Sirikanya Tansakun - ศิริกัญญา ตันสกุล

 

related