
SPRiNG ร่วมกับ TRUE จัดกิจกรรม HOPE CLUB ภายใต้หัวข้อ “จบแล้วไปไหน?” เวทีพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับชีวิตหลังเรียนจบของคนรุ่นใหม่
SPRiNG ร่วมกับ TRUE จัดกิจกรรม HOPE CLUB ภายใต้หัวข้อ “จบแล้วไปไหน?” เวทีพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับชีวิตหลังเรียนจบของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาที่กำลังก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยและเตรียมเข้าสู่โลกการทำงานจริง ในช่วงเวลาที่หลายคนกำลังเผชิญทั้งความคาดหวัง ความกังวล และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาชีพ การหางานแรก การค้นหาความชอบของตัวเอง การสร้างความมั่นคง หรือการปรับตัวให้ทันกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
กิจกรรมครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตั้งคำถามต่ออนาคตการทำงาน และชวนคนรุ่นใหม่มองชีวิตหลังเรียนจบในหลายมิติ ทั้งทักษะที่จำเป็นในยุคใหม่ ความหมายของความสำเร็จ การเติบโตในสายอาชีพ รวมถึงความหวังและความฝันของคนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “นักศึกษา” ไปสู่ “คนทำงาน” อย่างเต็มตัว โดยมีตัวแทนนักศึกษาจาก 4 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เข้าร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
งานนี้ได้รับเกียรติจากคุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมวงสนทนากับน้องๆ นิสิตนักศึกษา ร่วมแชร์ประสบการณ์ แนวคิดการทำงาน ทักษะแห่งอนาคต การปรับตัวในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI เข้ามามีบทบาทในการทำงานและขับเคลื่อนโลกธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านดาต้าและ AI คุณทอย กษิดิศ สตางค์มงคล Data Rokieคุณต่อ เพนกวิ้น ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี คุณเบลล์ จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ บก. บห. The Capital ร่วมวงสนทนาและสังเกตการณ์ด้วย
สิ่งที่น่าสนใจของเวทีนี้คือ ไม่ได้พยายามให้คำตอบสำเร็จรูปว่า “เรียนจบแล้วควรทำอะไร” หรือ “อาชีพไหนดีที่สุด” แต่ชวนให้มองคำถาม “จบแล้วไปไหน?” ในฐานะคำถามปลายเปิด เพราะชีวิตหลังเรียนจบไม่ได้ถูกกำหนดด้วยงานแรกหรือองค์กรแรก หากเป็นกระบวนการเรียนรู้และค้นหาตัวเองผ่านประสบการณ์จริง
Part 1 : การหางานและการเริ่มต้นอาชีพของเด็กจบใหม่
การสนทนาเริ่มต้นจากโจทย์สำคัญของคนที่กำลังก้าวสู่การเป็น First Jobber ว่าควรมองงานแรกอย่างไร และจะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร คุณซิกเว่เสนอว่า งานแรกไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิต แต่เป็นพื้นที่ทดลองและเรียนรู้ ทั้งเรื่องงาน ผู้คน องค์กร และตัวเอง ความผิดพลาดหรือความไม่มั่นใจในช่วงเริ่มต้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต
อีกประเด็นสำคัญคือ การมองเรื่องยากหรือความท้าทายในงานเป็นโอกาสพัฒนาตัวเอง เพราะทักษะสำคัญจำนวนมากเกิดจากการเผชิญปัญหาจริง การทำงานภายใต้ความกดดัน และการเรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่ใช่จากสถานการณ์ที่ง่ายที่สุด
สำหรับคนเริ่มต้นทำงาน การมี Mentor หรือที่ปรึกษาก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลายปัญหาในโลกการทำงานไม่ได้มีคำตอบตายตัว การมีคนช่วยสะท้อนมุมมองและแบ่งปันประสบการณ์ จะช่วยให้ตัดสินใจและรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น
คุณซิกเว่ ยังชวนให้ตั้งคำถามกับงานที่ทำอยู่เสมอ หากงานนั้นไม่เปิดโอกาสให้เรียนรู้หรือเติบโต ก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดเพียงเพราะเป็นงานแรก ขณะเดียวกัน เส้นทางอาชีพก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรง เพราะหลายคนค้นพบตัวเองจากการลองทำหลายบทบาท หลายสายงาน ก่อนจะพบเส้นทางที่เหมาะสมจริง ๆ
ดังนั้น การเลือกงานสำหรับเด็กจบใหม่จึงไม่ควรพิจารณาเพียงชื่อองค์กรหรือภาพลักษณ์ของตำแหน่ง แต่ควรมองว่า งานนั้นเปิดโอกาสให้เรียนรู้ พัฒนาทักษะ และเติบโตในระยะยาวได้มากเพียงใด
Part 2 : AI และทักษะแห่งอนาคต
อีกหัวข้อสำคัญของเวทีคือ AI และผลกระทบต่อโลกการทำงานในอนาคต โดยวงสนทนามองว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่จะเปลี่ยนรูปแบบของงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานบางประเภทอาจลดบทบาทลง ขณะที่งานใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นจากคนที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณทอย DataRockie อธิบายว่า ทักษะ AI กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานของคนทำงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะอยู่ในสายอาชีพใดก็ตาม คนรุ่นใหม่จึงควรเข้าใจหลักการทำงานของ AI รู้จักการตั้งคำถาม การเขียน Prompt และการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับงาน
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การใช้ AI เป็น แต่ต้องรู้จักคิด วิเคราะห์ และประเมินผลลัพธ์ที่ได้ด้วย เพราะคุณค่าของมนุษย์ยังอยู่ที่การตัดสินใจ การเข้าใจบริบท การสื่อสาร และการมองเห็นความหมายของงานที่กำลังทำ
เวทีนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวจะสำคัญมากขึ้น การศึกษาไม่ได้จบลงเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่จะกลายเป็นกระบวนการตลอดชีวิต คนที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอจะมีความได้เปรียบในตลาดแรงงานยุค AI
แม้เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้น แต่ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร และการเข้าใจมนุษย์ด้วยกันเอง ก็ยังคงเป็นทักษะสำคัญที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
Part 3 : งาน ความหมายของชีวิต และความหวังหลังเรียนจบ
ช่วงท้ายของเวทีขยับจากเรื่องงานและเทคโนโลยี ไปสู่คำถามที่ลึกขึ้นว่า งานควรมีความหมายอย่างไรต่อชีวิต เพราะเป้าหมายของการทำงานอาจไม่ได้มีเพียงรายได้หรือความมั่นคงเท่านั้น
คุณทอยเสนอแนวคิด “Work Like Play” หรือการทำงานที่สอดคล้องกับสิ่งที่รักและคุณค่าของตัวเอง โดยมองว่างานที่ดีควรทำให้คนรู้สึกมีพลัง ได้ใช้ศักยภาพ และรู้สึกว่ากำลังสร้างคุณค่าบางอย่างให้กับชีวิต ไม่ใช่เพียงรอเงินเดือนหรือรอวันเกษียณ
ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากนิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมงานยังสะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จหลังเรียนจบมีได้หลายรูปแบบ บางคนให้ความสำคัญกับรายได้และความมั่นคง บางคนมองเรื่องความสุข สุขภาพ ครอบครัว หรืออิสระในการใช้ชีวิตเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน
เวที HOPE CLUB จึงชวนให้มองว่า ความสำเร็จไม่ได้มีนิยามเดียว และชีวิตที่ดีของแต่ละคนก็อาจแตกต่างกันไป บางคนอาจเลือกเติบโตในองค์กรใหญ่ บางคนอยากสร้างธุรกิจของตัวเอง ขณะที่บางคนอาจต้องการเพียงชีวิตที่มั่นคงและมีความสุข
บทเรียนสำคัญจากเวที “จบแล้วไปไหน?” คือ คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทุกอย่างตั้งแต่วันแรกหลังเรียนจบ เพราะชีวิตไม่ใช่ข้อสอบที่มีคำตอบถูกเพียงข้อเดียว แต่เป็นเส้นทางที่ค่อย ๆ เปิดออกผ่านการทำงาน การเรียนรู้ การลองผิดลองถูก และการทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
ท้ายที่สุดแล้ว คำถาม “จบแล้วไปไหน?” อาจไม่ได้ต้องการคำตอบที่ตายตัว หากเป็นคำถามที่ชวนให้แต่ละคนค้นหาตัวเองผ่านประสบการณ์จริง และค่อย ๆ เติบโตไปเป็นคนในแบบที่อยากเป็นระหว่างทาง