‘บูรณะ’ หรือ ‘ทำลาย’? ถอดรหัสหัวใจการอนุรักษ์โบราณสถาน เมื่อคุณค่าสำคัญกว่าความเก่า

‘บูรณะ’ หรือ ‘ทำลาย’? ถอดรหัสหัวใจการอนุรักษ์โบราณสถาน เมื่อคุณค่าสำคัญกว่าความเก่า

เมื่อการบูรณะไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว ชวนถอดรหัสความหมายของคำว่า ‘คุณค่า’ ที่ซ่อนอยู่ในอิฐปูน พร้อมทำความเข้าใจการอนุรักษ์โบราณสถานที่ต้องผสานวิชาการเข้ากับความรู้สึกชุมชน

SHORT CUT

  • หัวใจสำคัญของการอนุรักษ์โบราณสถานคือการรักษา ‘คุณค่า’ ซึ่งมีหลายมิติ ทั้งทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และสัญลักษณ์ ไม่ใช่การอนุรักษ์เพียง ‘ความเก่า’
  • รูปแบบการบูรณะต้องประเมินตามคุณค่าของโบราณสถานแต่ละแห่ง เช่น วัดพระแก้วที่เน้นความสง่างาม ต่างจากปราสาทหินที่เน้นร่องรอยทางประวัติศาสตร์
  • ความขัดแย้งในการบูรณะมักเกิดจากผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับความคาดหวังหรือความคุ้นชินของคนในสังคม แม้การเปลี่ยนแปลงนั้นจะอิงตามหลักฐานทางวิชาการก็ตาม
  • การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างข้อมูลเชิงวิชาการกับคุณค่าทางจิตใจและความผูกพันของชุมชน

เมื่อการบูรณะไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว ชวนถอดรหัสความหมายของคำว่า ‘คุณค่า’ ที่ซ่อนอยู่ในอิฐปูน พร้อมทำความเข้าใจการอนุรักษ์โบราณสถานที่ต้องผสานวิชาการเข้ากับความรู้สึกชุมชน

จากกรณีที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง สำหรับการบูรณะ วัดโบสถ์ (หลวงพ่อเทียน) ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ที่หลังจากการบูรณะเสร็จ ภาพที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่าเค้าโครงความเก่าแก่ดั้งเดิมได้หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงอาคารที่ดูใหม่เอี่ยมแปลกตา นำไปสู่การตั้งคำถามให้กับผู้คนในสังคมว่า การกระทำเช่นนี้เรียกว่า ‘การบูรณะ’ หรือ ‘การทำลาย’รากเหง้าทางประวัติศาสตร์?

 

แม้ภาพที่เกิดขึ้นกับวัดโบสถ์ ปทุมธานี จะเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้สังคมหันมาตั้งคำถามกับเรื่องนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากมองในภาพรวมของการทำงานด้านการอนุรักษ์ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดข้อขัดแย้งระหว่าง ‘ความคาดหวังของชุมชน’ และ ‘ผลลัพธ์ของการบูรณะ’

 

 

เพื่อทำความเข้าใจแก่นแท้ของปัญหานี้ SPRiNG ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘ดร.วสุ โปษยะนันทน์’ สถาปนิกเชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสถาปัตยกรรม บูรณปฏิสังขรณ์ หรือสถาปัตยกรรมไทย) สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร และอนุกรรมการคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ได้ให้มุมมองและหลักการในการอนุรักษ์โบราณสถานไว้อย่างน่าสนใจ โดยสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและหลักการทำงานในภาพรวมของการบูรณะโบราณสถานทั้งหมด ไม่ได้เป็นการเจาะจงวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะกรณีของวัดโบสถ์ ปทุมธานี แต่อย่างใด เนื่องจากท่านไม่ได้รับผิดชอบในการบูรณะวัดนี้ ทว่าชุดความคิดเหล่านี้ สามารถนำมาใช้เป็นกรอบส่องสะท้อนเพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

 

เราไม่ได้อนุรักษ์ ‘ความเก่า’ แต่เราอนุรักษ์ ‘คุณค่า’

ดร.วสุ โปษยะนันทน์ ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวคิดหลักของการทำงานด้านการอนุรักษ์ในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำว่าก่อนที่เราจะลงมือจับเครื่องมือเพื่อบูรณะสถานที่ใดๆ ก็ตาม ขั้นตอนแรกที่ละทิ้งไม่ได้เด็ดขาดคือการ ‘ประเมินคุณค่า’ เพื่อค้นหาให้เจอว่าจุดเด่นและความสำคัญของโบราณสถานแห่งนั้นอยู่ตรงไหน เพราะคุณค่าของสถาปัตยกรรมไม่ได้มีเพียงมิติเดียว แต่เป็นความซับซ้อนที่สอดประสานกันอย่างกลมกลืน เริ่มตั้งแต่ความตระการตาทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ร่องรอยความเก่าแก่ซึ่งทำหน้าที่เป็นดั่งบันทึกทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่คอยบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของมนุษยชาติ รวมถึงจุดเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น โบราณสถานยังเปรียบเสมือนแหล่งอ้างอิงทางวิชาการชิ้นเอกที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาศึกษาค้นคว้าถึงศิลปะหรือเทคนิคเชิงช่างของบรรพบุรุษ หากสถานที่เหล่านี้ถูกรื้อทำลายหรือถูกปรับเปลี่ยนไปตามอำเภอใจโดยปราศจากการบันทึกข้อมูลที่ถูกต้อง คุณค่าแห่งการเรียนรู้ก็จะสูญสลายหายไป

 

คำว่า ‘โบราณ’ ไม่จำเป็นต้อง ‘เก่าเครอะ’ เสมอไป

เมื่อพูดถึงคำว่าโบราณสถาน คนส่วนใหญ่มักมีความคาดหวังว่าสถานที่นั้นจะต้องดู ‘เก่าและขลัง’ แต่ในความเป็นจริง การบูรณะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ดร.วสุ ได้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือ ‘วัดพระศรีรัตนศาสดาราม’ (วัดพระแก้ว) ที่แม้อายุจะกว่า 200 ปี แต่กลับดูใหม่เอี่ยมและวิจิตรตระการตาอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะคุณค่าของวัดพระแก้วไม่ได้อยู่ที่ความเก่า แต่อยู่ที่การเป็น ‘สัญลักษณ์ของชาติและสถาบัน’ ซึ่งจำเป็นต้องสวยงามสง่างามตลอดเวลา

ในทางกลับกัน หากเราใช้เกณฑ์เดียวกันนี้ไปบูรณะ ‘ปราสาทหิน’ ให้ดูเป็นหินสลักใหม่เอี่ยมทั้งหลัง นั่นเป็นการทำลายคุณค่าดั้งเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ทุกเคสจึงต้องได้รับการประเมินแยกจากกัน

 

เมื่อ ‘ความคุ้นชิน’ สวนทางกับ ‘การเปลี่ยนแปลง’

ดร.วสุ ให้ความเห็นว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดกระแสดราม่าในการบูรณะหลายๆ ครั้ง มักเกิดจาก ‘ความผิดหวัง’ ของผู้คนที่ผูกพันกับรูปแบบเก่า เพราะเมื่อหน้าตาของสถาปัตยกรรมเปลี่ยนไป ความรู้สึกศรัทธาหรือความคุ้นชินก็ถูกสั่นคลอนตามไปด้วย

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบโบราณสถานให้ผลลัพธ์ทางวิชาการที่ต่างกัน คือเปลี่ยนเพราะอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ หากการสืบค้นพบว่าในอดีตอาคารเคยมีรูปร่างหน้าตาอีกแบบ และการบูรณะคือการรื้อฟื้น สิ่งที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์กลับมา แม้คนจะรู้สึกขัดใจเพราะไม่คุ้นชิน แต่ในแง่การอนุรักษ์ถือว่ายังรักษาคุณค่าและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้ได้ เช่น กรณีพระธาตุพนม ที่รูปแบบปัจจุบันก็ไม่ใช่รูปแบบแรกสร้าง แต่เกิดจากการต่อเติมพัฒนาตามแรงศรัทธาผ่านกาลเวลาจนกลายเป็นภาพจำในปัจจุบัน

 

ขั้นตอนและหลักเกณฑ์ก่อนเข้าพื้นที่บูรณะ

เพื่อให้การรักษารูปแบบและคุณค่าเป็นไปอย่างถูกต้อง การเข้าไปบูรณะโบราณสถานสักแห่งจึงไม่ใช่เพียงการจ้างผู้รับเหมามาฉาบปูนหรือทาสีใหม่ แต่ต้องผ่านกระบวนการทางวิชาการและข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งมีขั้นตอนตั้งแต่ การสำรวจและบันทึกหลักฐาน ก่อนแตะต้องสถานที่ ต้องมีการ รวมถึงสืบค้นภาพถ่ายเก่าหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงว่าของเดิมมีรูปแบบและลวดลายอย่างไร

การขออนุญาตและประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ หากเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว หรือเข้าข่ายเป็นโบราณสถาน การจะดัดแปลง ซ่อมแซม หรือต่อเติม จะต้องได้รับอนุญาตและผ่านการพิจารณาแบบจากกรมศิลปากร เพื่อป้องกันการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่อาจนำไปสู่การทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์

การบูรณะที่ดีต้องเข้าใจวัสดุดั้งเดิม และสุดท้ายการบูรณะที่ดีต้องทำเท่าที่จำเป็น เพื่อหยุดยั้งการเสื่อมสภาพและรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้แข็งแรง หากจำเป็นต้องเสริมโครงสร้างใหม่ เช่น การใช้โครงเหล็กเสริมความแข็งแรง ก็ต้องทำด้วยเทคนิคที่แยกแยะออกว่าส่วนไหนคือของเก่า ส่วนไหนคือของใหม่

 

การมีส่วนร่วม กุญแจสำคัญสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

คำถามที่ท้าทายที่สุดคือ "เราจะวัดได้อย่างไรว่าคุณค่าของสิ่งนั้นคืออะไร?" เพราะคุณค่าทางความรู้สึกเป็นนามธรรมที่ไม่มีสมการทางคณิตศาสตร์มารองรับ

บางครั้งนักวิชาการจากกรมศิลปากรอาจมองเห็นความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่อาจไม่ลึกซึ้งถึง ‘คุณค่าทางจิตใจ’ ที่ชาวบ้านมีความผูกพัน ดังนั้น แนวทางแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งซ้ำรอย คือ ‘การอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม’ ต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง เช่น ทรุดโทรมเพราะอะไร จะแก้อย่างไร จากนั้นต้องมีการประชาสัมพันธ์ รับฟังความคิดเห็น และนำมุมมองเชิงวิชาการมาผสมผสานกับความรู้สึกของท้องถิ่น เพื่อหาฉันทมติร่วมกัน

 

สุดท้ายแล้ว เราวัดคุณค่ากันที่อะไร? เมื่อความผูกพันเป็นเรื่องของนามธรรมคุณค่า จึงไม่มีมาตรวัดที่ตายตัว ไม่สามารถใช้นักวิชาการหรือข้อกฎหมายเป็นเครื่องตัดสินเพียงฝ่ายเดียว และไม่อาจใช้เพียงความรู้สึกถูกใจ ของคนในชุมชนมาเป็นบรรทัดฐาน

จุดชี้วัดที่แท้จริงของการอนุรักษ์จึงอยู่ที่การหาจุดสมดุล ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม โดยการนำหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวิชาการ มากางคู่กับความศรัทธาและความผูกพันของคนในพื้นที่ เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน โดยที่ไม่ทำลายทั้งรากเหง้าในอดีตและศรัทธาของคนในปัจจุบันไปพร้อมๆ กัน

 

related