
SHORT CUT
ชัชชาติ จ่อทบทวนกฎหมายและโซนนิ่งสถานบันเทิง หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ซึ่งจดทะเบียนเป็นร้านอาหารเนื่องจากอยู่นอกพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด
นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กทม.เขต 1 พรรคประชาชน ให้ความเห็นถึงกรณี โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 12 ก.ค. 2569 เหตุเพลิงไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุสลดกับสถานบันเทิงลักษณะนี้
นอกจากมาตรการความปลอดภัยแล้ว ยังย้ำให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างที่เรื้อรังมานาน โดยเฉพาะเรื่องการจัด "โซนนิ่ง" (zoning) ของสถานบริการในกรุงเทพฯ การกำหนดโซนนิ่งของสถานบริการ ถูกเขียนไว้ใน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 โดยในมาตรา 5 ให้อำนาจ รมว.มหาดไทย สามารถกำหนดเขตพื้นที่เพื่ออนุญาต หรืองดอนุญาตให้ตั้งสถานบริการได้ และใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็มีกฎหมายลูกคือ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2545 ที่บอกว่า บริเวณไหนของกรุงเทพฯ ที่สามารถตั้งสถานบริการได้ตามกฎหมาย
หากผู้ประกอบการต้องการทำธุรกิจ 'คล้ายสถานบริการ' นอกพื้นที่ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า 'ร้านอาหารกึ่งผับ' ขึ้นมา จดทะเบียนเป็นร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์หรือสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ มีดนตรีสด ห้ามเต้น และอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ และ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ
ความแตกต่างด้านความปลอดภัยที่สำคัญเมื่ออิงตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ คือ 'สถานบริการ' จะถูกบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องวัสดุตกแต่งและวัสดุอะคูสติกซับเสียงภายในที่ต้องเป็นชนิดทนไฟหรือไม่ลามไฟ รวมถึงต้องมีระบบระบายควัน สปริงเกอร์ และขนาดทางหนีไฟที่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้บริการอย่างรัดกุม
ขณะที่ 'ร้านอาหารกึ่งผับ' จะอยู่ภายใต้มาตรฐานอาคารระดับร้านอาหารทั่วไป ไม่ได้มีข้อบังคับเรื่องวัสดุซับเสียง เมื่อผู้ประกอบการนำโฟมซับเสียงราคาถูกกว่ามาติดตั้งเพื่อเล่นดนตรีสด จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วได้
ในฐานะที่ตนเคยทำหน้าที่รองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาทบทวน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาว่า ได้นำเสนอและเรียกร้องให้ที่ประชุมทบทวนแก้ไขระเบียบเรื่องโซนนิ่งมาก่อนหน้านี้แล้ว
เนื่องจากปัจจุบันมีร้านเหล้า ผับ บาร์ กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในหัวเมืองใหญ่ แต่ด้วยกฎหมายโซนนิ่งที่ล้าหลังและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถขอใบอนุญาตเป็น ‘สถานบริการ’ อย่างถูกต้องได้
สิ่งที่พบเห็นจนชินตาคือ การหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยร้านเหล้า ผับ บาร์ ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนเป็น 'สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ' หรือจดเป็นร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์แทน
ซึ่งช่องโหว่นี้ทำให้ร้านเหล่านี้ หลุดพ้นจากการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด และมีบทลงโทษทางกฎหมายที่เบากว่าสถานบริการที่แท้จริงมาก ซึ่งในหลายกรณีต่อให้ผู้ประกอบการอยากจดให้ถูกต้องก็ทำไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในโซนนิ่งที่กฎหมายกำหนด
การแก้ไขเรื่องโซนนิ่งให้สอดคล้องกับความจริง จึงไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ แต่คือการดึงร้านเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าไปตรวจสอบ กำกับดูแล และบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยทางสถาปัตยกรรมขั้นสูงสุดได้อย่างแท้จริงเพื่อป้องกันการสูญเสียแบบที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการฯ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น จากเดิมเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนดโซนนิ่ง ให้เป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในกรณีของกรุงเทพฯ นั้น หากแก้กฎหมายสำเร็จ ผู้ว่าฯ กทม. จะสามารถกำหนดโซนนิ่งเองได้
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ระบุว่า สถานที่เกิดเหตุไม่ได้จดทะเบียนเป็นสถานบริการอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการที่กฎหมายกำหนดไว้ 3 โซน แต่เป็นการขออนุญาตเปิดเป็นร้านอาหารที่มีเครื่องดนตรีคล้ายสถานบริการ
การสุ่มตรวจในพื้นที่ กทม. ทั้ง 50 เขตว่า แม้ว่าที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร จะเคยเข้าตรวจสอบสถานที่แห่งนี้เมื่อเดือนเมษายน และพบว่ามีทางหนีไฟ 2 ทาง มีไฟฉุกเฉินและป้ายบอกทางถูกต้องตามเช็กลิสต์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการเปิดให้บริการจริง จึงอาจจะต้องมีการสุ่มตรวจให้ละเอียดมากขึ้น ให้สภาพทุกวันเหมือนกับวันที่สุ่มตรวจ
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงกฎหมาย คงต้องหารือร่วมกันในการขยายหรือว่าการปรับคำว่าสถานบริการให้เหมาะสมกับสภาพที่เปลี่ยนไปด้วย เพราะจริงๆ แล้วกฎหมายสถานบริการมันมีความเข้มข้น แต่การจำกัดโซนนิ่งยังจำกัดอยู่แค่ 3 โซนก็คงต้องดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ความเข้มข้นนี้มันครอบคลุมไปถึงความเสี่ยงของทุกๆ ที่ด้วย
ทั้งนี้หากพบว่าผู้ประกอบการมีการละเลยหรือทำผิดกฎหมาย จะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงพิจารณามาตรการสั่งปิดหรือเพิกถอนใบอนุญาตต่อไป