
SHORT CUT
กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันไม่ใช่เรือไทย หลังสื่ออิหร่านระบุว่ามีการโจมตีเรือพาณิชย์ติดธงไทยในช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์การค้าโลกกลายเป็นสมรภูมิรบเต็มรูปแบบอีกครั้ง โดยล่าสุดปฏิบัติการทางทหารได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย เมื่อเรือพาณิชย์ติดธงไทยถูกกองกำลังอิหร่านเข้าโจมตี ท่ามกลางปฏิบัติการทางอากาศอย่างหนักหน่วงของสหรัฐฯ เพื่อพยายามทำลายขีดความสามารถทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านเพื่อทวงคืนเสรีภาพในการเดินเรือ
จากรายงานจากสำนักข่าวทาสนิม ระบุว่า กองทัพเรือแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ทำการโจมตีเรือลำหนึ่งที่ชักธงไทย ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
โดยอิหร่านอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนและพยายามแล่นผ่านพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านประกาศว่าช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งและถูกปิดโดยสมบูรณ์ เพื่อตอบโต้สิ่งที่เรียกว่าเป็นการก้าวร้าวจากฝ่ายสหรัฐฯ
นอกจากนี้ อิหร่านยังมีการใช้โดรนและขีปนาวุธสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกหลายลำที่มีสหรัฐฯ ให้การคุ้มกันในพื้นที่ดังกล่าวด้วย
จากรายงานของสำนักข่าวต่างๆ รวมถึงสำนักข่าวของอิหร่าน ที่อ้างว่าเรือชักธงไทยลำหนึ่งเป็นเป้าหมายการโจมตีของ IRGC โดยถูกกล่าวหาว่าพยายามเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น
นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกองทัพเรือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งทางกองทัพเรือได้ออกมาชี้แจงด้วยแล้วว่าไม่ใช่เรือสัญชาติไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิดต่อไป
ทั้งนี้ โดยที่สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้บริษัทเดินเรือ รวมถึงภาคส่วนต่าง ๆ ติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ประกาศการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อเป้าหมายในอิหร่านเป็นคืนที่ 7 ติดต่อกัน โดยปฏิบัติการในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงรอบเมืองท่าบันดาร์ อับบาส มีรายงานว่าสะพาน 6 แห่ง ในจังหวัดฮอร์โมซกัน ถูกถล่มจนได้รับความเสียหาย รวมถึงสถานีรถไฟและสนามบินในพื้นที่
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ทำลายหอสังเกตการณ์ที่ท่าเรือชาบาฮาร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่ IRGC ใช้ในการติดตามและโจมตีเรือสินค้าในน่านน้ำ รายงานระบุว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วอย่างน้อย 38-46 ราย และบาดเจ็บกว่า 400 ราย
กองกำลังอิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่เป้าหมายในประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค โดยเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือโรงผลิตไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำจืดในคูเวต ซึ่งถูกโจมตีจนเกิดไฟไหม้และสร้างความเสียหายต่อหน่วยผลิตพลังงาน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการอุปโภคบริโภค เนื่องจากคูเวตต้องพึ่งพาน้ำจืดจากการกลั่นน้ำทะเลถึง 90%
นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน กาตาร์ และจอร์แดน โดยที่กาตาร์มีรายงานว่าเศษซากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นได้ร่วงหล่นลงมาทำให้เด็กคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ
ที่มา : thansettakij