
SHORT CUT
ยกเลิก MOU 44 รัฐบาลอนุทินรีเซ็ตเกมเจรจาทะเลไทย-กัมพูชา หลังกรอบเดิมไร้ข้อยุติกว่า 20 ปี เกมการเมืองที่ต้องจับตา
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้า ‘ยกเลิก MOU 44’ หรือบันทึกความเข้าใจปี 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจรจาพื้นที่ทางทะเลและทรัพยากรใต้ทะเล ประเด็นนี้จึงถูกจับตาอีกครั้ง หลังโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีวาระสำคัญในการพิจารณายกเลิก MOU 2544 ควบคู่กับวาระเศรษฐกิจ กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
สำหรับ MOU 44 คือบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชาที่ทำขึ้นในปี 2544 เพื่อวางกรอบการเจรจาเรื่อง พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) ขนาดประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าต้องตกลงเรื่อง ‘การแบ่งเขตแดน’ และ ‘การแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรพลังงาน’ ไปพร้อมกันอย่างไม่อาจแยกจากกันได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบและเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างประเทศในขณะที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้
ผู้ลงนามในขณะนั้นคือ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย (รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย) และ นายซก อัน รัฐมนตรีอาวุโสและประธานการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชาเป็นผู้ลงนาม โดย บันทึกข้อตกลงร่วมกัน เมื่อ 18 มิ.ย. 2544
หัวใจของเรื่องนี้คือการเปลี่ยนกรอบการเจรจาใหม่ หลังจาก MOU 44 ถูกมองว่าใช้มานานกว่า 20 ปี แต่ไม่สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมได้ โดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา
โดยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย3 เหตุผลที่ต้องยกเลิก MOU 44 ดังนี้
เหตุผลแรกที่รัฐบาลใช้ในการอธิบายการยกเลิก คือ MOU 44 ไม่สามารถทำให้การเจรจาเดินหน้าไปถึงเป้าหมายเดิมได้ แม้ตัวข้อตกลงตั้งใจให้ทั้งสองประเทศหาทางพูดคุยเรื่องการพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีอะไรคืบหน้า และยิ่งทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลตามมา
เหตุผลที่สอง คือ รัฐบาลต้องการยุติกรอบการเจรจาแบบเดิม เพื่อเปิดทางให้เกิดกรอบใหม่ที่ ‘เป็นไปได้มากกว่า’ โดยหากกัมพูชายังเห็นประโยชน์จากการพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกับไทย ก็ให้แสดงเจตนารมณ์กลับมา เพื่อจัดกรอบการเจรจาใหม่ที่ไม่ซ้ำรอยปัญหาเดิมเรื่องเขตแดนทางทะเล
เหตุผลที่สาม คือ รัฐบาลมองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และหากความขัดแย้งยังดำรงอยู่ การเจรจาเรื่องพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันย่อมทำได้ยาก รัฐบาลจึงย้ำหลักการว่า ต้องตกลงเรื่องเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยหาทางพัฒนาและบริหารทรัพยากรร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและความเป็นธรรม
เพื่อสร้างความใจในประเด็นนี้ให้มากขึ้น วันที่ 30 เมษายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศจึงเปิดโต๊ะแถลงชี้แจงประเด็นร้อนเรื่อง MOU 44 โดยระบุถึงความจำเป็นในการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว เพื่อ ‘รีสตาร์ท’ กระบวนการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชา ภายใต้บริบทใหม่ที่เปลี่ยนไป หลังจากกัมพูชาเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS 1982 อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2569
กระทรวงการต่างประเทศอธิบายว่า การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้หมายความว่าไทยจะหยุดเจรจากับกัมพูชา แต่เป็นการ ‘เลิกเพื่อรีสตาร์ทใหม่’ เพราะตลอด 25 ปีที่ผ่านมา กัมพูชามุ่งเจรจาเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทางทะเล ขณะที่กรอบใหม่ภายใต้ UNCLOS ที่มีขั้นตอนชัดเจนกว่า
สำหรับ UNCLOS คืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เป็นกฎหมายระหว่างประเทศด้านทะเลที่กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญ เช่น สิทธิและหน้าที่ของรัฐในเขตทางทะเล การเดินเรือ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล และกลไกระงับข้อพิพาท โดยมีสมาชิกให้สัตยาบันรวม 170 ประเทศ สำหรับไทยลงนามเมื่อเดือนธันวาคม 2525 และให้สัตยาบันในเดือนพฤษภาคม 2554 ขณะที่กัมพูชาลงนามตั้งแต่ปี 2526 แต่เพิ่งให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
เพื่อสร้างความใจในประเด็นนี้ให้มากขึ้น วันที่ 30 เมษายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศจึงเปิดโต๊ะแถลงชี้แจงประเด็นร้อนเรื่อง MOU 44 โดยระบุถึงความจำเป็นในการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว เพื่อ ‘รีสตาร์ท’ กระบวนการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชา ภายใต้บริบทใหม่ที่เปลี่ยนไป หลังจากกัมพูชาเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS 1982 อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2569
กระทรวงการต่างประเทศอธิบายว่า การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้หมายความว่าไทยจะหยุดเจรจากับกัมพูชา แต่เป็นการ ‘เลิกเพื่อรีสตาร์ทใหม่’ เพราะตลอด 25 ปีที่ผ่านมา กัมพูชามุ่งเจรจาเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทางทะเล ขณะที่กรอบใหม่ภายใต้ UNCLOS ที่มีขั้นตอนชัดเจนกว่า
สำหรับ UNCLOS คืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เป็นกฎหมายระหว่างประเทศด้านทะเลที่กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญ เช่น สิทธิและหน้าที่ของรัฐในเขตทางทะเล การเดินเรือ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล และกลไกระงับข้อพิพาท โดยมีสมาชิกให้สัตยาบันรวม 170 ประเทศ สำหรับไทยลงนามเมื่อเดือนธันวาคม 2525 และให้สัตยาบันในเดือนพฤษภาคม 2554 ขณะที่กัมพูชาลงนามตั้งแต่ปี 2526 แต่เพิ่งให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
กระทรวงการต่างประเทศยัชี้ว่า แม้ MOU จะถูกยกเลิก แต่เส้นไหล่ทวีปที่ไทยและกัมพูชาประกาศไว้ รวมถึงพื้นที่อ้างสิทธิ์ของทั้งสองฝ่าย จะยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปเพราะการยกเลิก MOU เพียงแต่บริบทเปลี่ยนไป เพราะทั้งไทยและกัมพูชาอยู่ภายใต้กรอบ UNCLOS เดียวกันแล้ว
อีกประเด็นที่กระทรวงการต่างประเทศพยายามอธิบาย คือข้อกังวลเรื่องเกาะกูด โดยระบุว่า MOU ไม่ได้ทำให้ไทยเสียเกาะกูด เพราะสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสระบุชัดว่าเกาะกูดเป็นของสยาม ส่วนแผนที่หรือผังแนบท้าย MOU ที่แสดงแนวอ้างสิทธิของแต่ละฝ่าย ไม่ได้แปลว่าไทยยอมรับเส้นที่กัมพูชาลากไว้ แต่เป็นเพียงภาพประกอบเพื่อใช้เป็นฐานในการพูดคุย
การใช้ UNCLOS จะทำให้ไทยกับกัมพูชาเจรจา ‘ภาษาเดียวกัน’ ภายใต้กติกากฎหมายทะเลระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลักที่ว่าเกาะต้องมีน่านน้ำของตัวเอง ดังนั้นการลากเส้นผ่าเกาะกูดแบบที่เคยเป็นข้อกังวลจึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายทะเล
ทั้งนี้การบอกเลิก MOU ฝ่ายเดียว สามารถทำได้ตามหลักกฎหมาย Vienna Convention on the Law of Treaties (VCLT) ซึ่งแม้ไทยและกัมพูชาจะไม่ได้เป็นภาคีของสนธิสัญญานี้โดยตรง แต่หลักการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ จึงยังสามารถนำมาใช้อ้างอิงและมีผลบังคับได้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลไทยพยายามยกเลิก MOU 44 เพราะในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาแล้ว หลังไม่พอใจกรณีสมเด็จฯ ฮุน เซน แต่งตั้งทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ความพยายามครั้งนั้นไม่มีผลบังคับใช้ในทางกฎหมาย เพราะไม่ปรากฏว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการต่อจากมติ ครม. ให้ครบถ้วน ทั้งตามกฎหมายภายในของไทยและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น
ด้วยเหตุนี้ MOU 44 จึงยังมีผลอยู่ต่อมา และรัฐบาลชุดหลังๆ ก็ยังใช้เป็นกรอบในการเจรจากับกัมพูชา ทั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่ในช่วงเวลานี้ การยกเลิก MOU 44 ถือเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ประกาศจะทำไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียง และกำลังเริ่มผลักดันอย่างจริงจังหลังเป็นรัฐบาล ประเด็นสำคัญเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า การยกเลิกฝ่ายเดียวเช่นนี้จะทำให้เกิดผลดีหรือผลเสียตามมาอย่างไร ก็คงต้องจับตาดูต่อไป ?
ที่มา : nationtv
ข่าวที่เกี่ยวข้อง