ปลัด สธ.ลั่นไม่มีใครล้ม 'บัตรทอง' เสนอ 6 ข้อปฏิรูปกองทุนให้โปร่งใส

ปลัด สธ.ลั่นไม่มีใครล้ม 'บัตรทอง' เสนอ 6 ข้อปฏิรูปกองทุนให้โปร่งใส

ปลัด สธ. ยืนยันไม่มีนโยบายล้มบัตรทอง แต่จำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตงบประมาณ ชี้สาเหตุที่ต้องปฏิรูปมาจากโรงพยาบาลรัฐขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเพื่อปฏิรูปกองทุนฯ ให้โปร่งใส

SHORT CUT

  • ปลัดกระทรวงสาธารณสุขยืนยันไม่มีนโยบายล้มโครงการบัตรทอง แต่จำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตงบประมาณและสร้างความยั่งยืน
  • เสนอแนวทางปฏิรูปกองทุนหลักประกันสุขภาพ 6 ข้อ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาธรรมาภิบาลใน สปสช.
  • ข้อเสนอที่สำคัญคือการปรับอัตราค่ารักษาให้สะท้อนต้นทุนจริง, แยกงบเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว, และหยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่ไม่มีงบประมาณรองรับ

ปลัด สธ. ยืนยันไม่มีนโยบายล้มบัตรทอง แต่จำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตงบประมาณ ชี้สาเหตุที่ต้องปฏิรูปมาจากโรงพยาบาลรัฐขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเพื่อปฏิรูปกองทุนฯ ให้โปร่งใส

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงข้อเสนอในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพโดยยืนยันว่า ไม่มีใครคิดล้มบัตรทอง 30 บาทแต่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้ระบบล้มเหลวจากวิกฤตงบประมาณและทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพมีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืน

โดยสาเหตุสำคัญมาจาก

  1. โรงพยาบาลรัฐประสบวิกฤตขาดสภาพคล่อง ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งขาดทุนหนัก งบประมาณติดลบจนส่งผลกระทบกับการบริการผู้ป่วย เช่น ต้องปรับปริมาณจ่ายยาจาก 2-3 เดือน เหลือ 2 สัปดาห์ หรือต้องเปลี่ยนยี่ห้อยา เป็นต้น รวมถึงภาพรวมเงินบำรุงโรงพยาบาลลดลงอย่างมาก จาก 6 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 1.5 หมื่นล้านบาท หากไม่รีบแก้ไขก็อาจทยอยล้มละลายในอีกไม่กี่ปี และ
  2. ปัญหากลไกและธรรมาภิบาลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทั้งการผูกขาดตำแหน่งในบอร์ด สปสช. โดยบางท่านอยู่มาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2546 จนถึงปัจจุบัน สลับวาระในการเป็นบอร์ด สปสช. กับบอร์ดควบคุมคุณภาพ, มีการตัดสิทธิประโยชน์สำคัญ เช่น การปัดตกวัคซีน IPD เด็ก โดยอ้างว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงมีการจัดสรรงบไม่ตรงจุด โดยเน้นบริการรอง เช่น คลินิกนวัตกรรม แต่งบรักษาผู้ป่วยหนักหรือวิกฤตกลับไม่เพียงพอ เป็นต้น

การยอมรับความจริงว่า ระบบกำลังมีปัญหา คือขั้นตอนแรกในการร่วมมือกันแก้ไขเพื่อให้บัตรทองเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

 

 

กระทรวงสาธารณสุขมีข้อเสนอในการปฏิรูป 6 ข้อ 

  1. จัดสรรงบเพิ่มเพื่อปรับอัตราค่ารักษาให้สะท้อนต้นทุนจริง 
  2. จัดลำดับความสำคัญของปัญหาสาธารณสุข เน้นการใช้งบประมาณให้คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ 
  3. ตั้งกองทุนเพื่อจัดการระบบปฐมภูมิ ตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการส่งเสริมป้องกันโรค
  4. สร้างระบบธรรมาภิบาล ระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เข้มแข็ง โดยเฉพาะที่มาของบอร์ด และ อนุกรรมการ 
  5. หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์หรือกองทุนย่อยโดยที่ไม่มีงบประมาณรองรับชัดเจน
  6. แยกงบหมวดเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุขออกจากเงินหมวดงบเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนบัตรทอง

ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพมีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล รวมถึงประชาชนทุกคนยังได้รับการส่งเสริม ป้องกันและรักษาอย่างยั่งยืน

 

 

รัฐบาลพร้อมถูกสอบงบบัตรทอง แต่ต้องมีหลักฐาน

จากกรณีที่มีกระแสวิจารณ์การบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) และกล่าวหาว่ามีการนำงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลไปใช้จัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ ล่าสุดนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีให้มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน เพราะการใช้งบประมาณแผ่นดินต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่ขอให้การสื่อสารต่อสาธารณะอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ

กรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับงบประมาณบัตรทองกว่า 60,000 ล้านบาทนั้น นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคำถามขึ้นเพื่อให้เกิดการตรวจสอบและอธิบายโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณอย่างละเอียด ไม่ใช่การกล่าวหาว่าเงินสูญหายหรือมีการทุจริตแต่อย่างใด

“เมื่อได้รับคำชี้แจงจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ยืนยันชัดเจนว่า เงินดังกล่าวไม่ได้หายไป แต่กระจายไปยังหน่วยบริการประเภทต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานอื่น โรงพยาบาลเอกชน กองทุนสุขภาพระดับพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น การตรวจสอบในครั้งนี้จึงเป็นการตรวจสอบเพื่อให้เห็นรายละเอียดของการจัดสรรงบประมาณ และเพิ่มความโปร่งใสของระบบ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าเงินหาย” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสั่งการเพิ่มเติม คือให้คณะอนุกรรมการด้านการเงินและการคลังของ สปสช. จัดทำข้อมูลเชิงลึกภายใน 7 วัน เพื่อให้เห็นรายละเอียดว่า งบประมาณแต่ละส่วนถูกจัดสรรไปยังหน่วยงานใด อยู่ภายใต้ฐานกฎหมายใด มีหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายอย่างไร และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการได้หรือไม่

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการนำงบบัตรทองไปใช้จัดกิจกรรมหรืออีเวนต์นั้น รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นงบค่าบริการรักษาพยาบาล ซึ่งมีหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายและการใช้จ่ายที่ชัดเจน ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้

หากผู้ใดมีข้อมูลหรือหลักฐานว่ามีการใช้งบประมาณไม่ถูกต้อง รัฐบาลพร้อมให้ทุกหน่วยงานที่มีอำนาจเข้าตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายปกป้องผู้กระทำผิด และยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการต้องเป็นไปตามกฎหมายและสามารถตรวจสอบได้

related