
SHORT CUT
สหรัฐฯ เร่งสั่งอุตสาหกรรมกลาโหมเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธ หลังคลังขีปนาวุธสกัดกั้นร่วงหนักจากสงครามอิหร่าน
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ออกมาตรการกดดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างหนัก เพื่อให้เร่งกำลังการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ในการเติมเต็มคลังสำรองที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งและการสู้รบกับอิหร่านตลอดช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา
ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า เพนตากอนกำลังมุ่งเน้นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์เพื่อเร่งจัดหาอาวุธให้สอดรับกับระดับภัยคุกคาม พร้อมระบุว่ารองปลัดกระทรวงกลาโหม สตีฟ ไฟน์เบิร์ก ได้ยื่นหนังสือถึงผู้นำภาคอุตสาหกรรมกลาโหม โดยกำหนดเวลาให้ส่งแผนงานภายใน 21 วัน เพื่อเร่งกำหนดการส่งมอบและขยายขีดความสามารถการผลิตอย่างเร่งด่วน โดยไฟน์เบิร์กระบุชัดเจนว่า วงจรการพัฒนาอาวุธที่ยาวนานหลายปีนั้นไม่สามารถยอมรับได้อีกต่อไปในสถานการณ์ปัจจุบัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่า การลดลงของคลังขีปนาวุธสกัดกั้นขั้นสูง อาจสร้างความเสี่ยงต่อกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยจากการวิเคราะห์ของศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) พบว่า สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องยิงขีปนาวุธตอบโต้น้อยลงเพื่อประหยัดทรัพยากร ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงที่โดรนและขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามจะรอดพ้นระบบป้องกันภัยทางอากาศมีสูงขึ้น
รายงานของ CSIS ยังประเมินว่า คลังขีปนาวุธสกัดกั้นระบบ Patriot ของสหรัฐฯ มีจำนวนลดลงจากเดิม 2,330 ลูกก่อนสงคราม เหลือเพียงประมาณ 759 ถึง 827 ลูกในปัจจุบัน หรือลดลงไปอย่างน้อย 65% ขณะที่ขีปนาวุธระบบ THAAD ลดลงจาก 452 ลูก เหลืออยู่ราว 234 ถึง 278 ลูก หรือลดลงไปอย่างน้อย 38% แม้จะมีการพยายามผลิตทดแทนมาโดยตลอดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โต้ตอบกระแสข่าวดังกล่าว โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงมีคลังอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่เป็นจำนวนมหาศาล และกำลังมีการผลิตส่งมอบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ร่างกฎหมายงบประมาณด้านกลาโหมยังคงเผชิญภาวะติดขัดในสภาคองเกรส เนื่องจากสมาชิกสภาบางส่วนคัดค้านปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และต่อต้านข้อเสนอขอเพิ่มงบประมาณกระทรวงกลาโหมของทำเนียบขาวจาก 900,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ