
SHORT CUT
ผู้บริหารโตโยต้า เตือนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 60 ปีกำลังสั่นคลอน อินโดนีเซียรุกหนักเสนอสิทธิประโยชน์ดึงย้ายฐานผลิตหลัก จี้รัฐสร้างอีโคซิสเต็ม EV ให้ชัดเจนก่อนสายเกินไป
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (ทีเอ็มที) ได้แสดงความกังวลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่สร้างมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี
หลังจากที่นาย Purbaya Yudhi Sadewa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ประกาศกลางงาน Gaikindo Indonesia International Auto Show 2026 เชิญชวนให้ 'Toyota ย้ายฐานการผลิตหลักมายังอินโดนีเซีย' โดยรัฐบาลอินโดนีเซียพร้อมสนับสนุนและมอบสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนอย่างเต็มที่
เป้าหมายของอินโดนีเซีย ไม่ได้หยุดอยู่แค่การดึงโรงงานประกอบรถยนต์เท่านั้น แต่ยังต้องการดึงเครือข่ายซัพพลายเออร์และอุตสาหกรรมต้นน้ำ ทั้งเหล็ก, อิเล็กทรอนิกส์, เคมีภัณฑ์ และโลจิสติกส์ เข้าไปสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร
ซึ่งสอดคล้องกับความได้เปรียบของอินโดนีเซียที่เป็น 'ผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ของโลก' ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
ผู้บริหารโตโยต้าตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยกำลังส่งเสริม 'รถ EV' หรือกำลังสร้าง 'อุตสาหกรรม EV' กันแน่
หากการเติบโตของยอดขาย EV ในปัจจุบันมาจากการนำเข้ารถยนต์หรือชิ้นส่วนสำคัญมาเพียงแค่ประกอบ, ขันน็อต หรือเชื่อมสายไฟ ประเทศไทยอาจไม่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในครั้งนี้
นอกจากนี้ยังมีประเด็นคำถามระยะยาวเรื่องการจัดการแบตเตอรี่หมดอายุ, มูลค่าซากรถมือสอง และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า
โตโยต้า ยังได้เข้าหารือกับรัฐบาลไทยเพื่อเรียกร้องให้พิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน โดยมองว่าควรปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศที่ลงทุนตั้งโรงงาน มากกว่าผู้ที่ใช้ช่องโหว่ทางภาษีนำเข้ารถยนต์มาจำหน่ายโดยไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน
แม้ในปัจจุบัน โตโยต้าจะยังไม่ได้ประกาศย้ายฐานการผลิตหลักออกจากประเทศไทย และไทยยังมีระบบนิเวศยานยนต์ที่แข็งแกร่งกว่า แต่การส่งสัญญาณของอินโดนีเซียถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่
ประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนผ่านนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง รวมถึงคัดเลือกนักลงทุนที่พร้อมเข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากร เพื่อรักษาตำแหน่งศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคเอาไว้อย่างยั่งยืน
ท้ายที่สุดแล้ว ท่าทีของอินโดนีเซียในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การขยับตัวทางเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยที่ส่งตรงถึงรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
การรักษาตำแหน่งฮับยานยนต์อันดับหนึ่งของภูมิภาค กำลังเผชิญกับความท้าทายขั้นสูงสุด ถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งสร้างความชัดเจน กำหนดกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม และยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพื่อพิสูจน์ให้นักลงทุนทั่วโลกมั่นใจว่า 'ประเทศไทยยังคงเป็นหมุดหมายที่คุ้มค่าและพร้อมเติบโตสำหรับการลงทุน'
ที่มา : jakartaglobe, antaranews