‘ใครขโมยของวัด–ยึดที่ดินโบสถ์’ จะถูกพระเจ้าลงโทษจนพินาศ!? .

‘ใครขโมยของวัด–ยึดที่ดินโบสถ์’ จะถูกพระเจ้าลงโทษจนพินาศ!? .

ย้อนตำนาน ‘คำสาปที่ดินอาราม’ เมื่อผู้ยึดทรัพย์สินศาสนจักรถูกเล่าว่าพระเจ้าลงโทษจนตระกูลพินาศ หลังยุคเฮนรีที่ 8 ยุบอารามทั่วอังกฤษ จริงหรือเพียงตำนาน!?

SHORT CUT

  • พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ยุบอารามและยึดทรัพย์สินศาสนจักร ช่วง ค.ศ. 1536–1541 อารามและสำนักชีหลายร้อยแห่งในอังกฤษและเวลส์ถูกปิด ทรัพย์สิน เงินทอง และที่ดินจำนวนมหาศาลถูกยึด ก่อนขายหรือพระราชทานให้ขุนนางและผู้สนับสนุนราชบัลลังก์
  • เกิดตำนาน 'Curse of the Abbey Lands' เมื่อบางตระกูลที่ได้ครอบครองที่ดินอารามภายหลังประสบหนี้สิน การเสียชีวิต ความขัดแย้ง และสูญเสียทรัพย์สิน ผู้คนจึงเชื่อว่าเป็นการลงโทษจากพระเจ้าจากการนำของศักดิ์สิทธิ์มาเป็นสมบัติส่วนตัว
  • นักประวัติศาสตร์มองว่าเป็นตำนานมากกว่าคำสาปจริง เพราะหลายตระกูลที่ได้รับที่ดินอารามยังรุ่งเรืองต่ออีกหลายศตวรรษ ส่วนความล่มสลายของบางตระกูลอธิบายได้จากหนี้สิน สงคราม การเมือง และปัญหาทายาท อย่างไรก็ตาม คติ “ไม่ควรนำของศาสนามาใช้ส่วนตัว” ยังคงพบได้ในหลายวัฒนธรรม รวมถึงความเชื่อเรื่องของวัดในไทย

ย้อนตำนาน ‘คำสาปที่ดินอาราม’ เมื่อผู้ยึดทรัพย์สินศาสนจักรถูกเล่าว่าพระเจ้าลงโทษจนตระกูลพินาศ หลังยุคเฮนรีที่ 8 ยุบอารามทั่วอังกฤษ จริงหรือเพียงตำนาน!?

ในความเชื่อของคริสต์ศาสนา สิ่งของหรือทรัพย์สินที่ถูกถวายให้แก่พระเจ้าและศาสนจักรคือของศักดิ์สิทธิ์ การขโมย ทำลาย และหนักที่สุดคือถือเป็น ‘Sacrilege’ หรือการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นบาปร้ายแรง ความเชื่อนี้ฝังรากอยู่ในสังคมคริสเตียนยุโรปมายาวนาน จนเกิดเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้ที่นำทรัพย์สินออกจากโบสถ์ อาราม หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วต้องประสบกับความพินาศในเวลาต่อมา

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ความเชื่อนี้กลายเป็นเรื่องเล่าขนาดใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษ คือ ‘Dissolution of the Monasteries’ หรือ ‘การยุบอาราม’ ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (King Henry VIII) ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16

King Henry VIII

ในเวลานั้น พระองค์สมรสกับ พระนางแคทเธอรีนแห่งอารากอน (Catherine of Aragon) แต่ทั้งสองไม่มีพระโอรสที่มีชีวิตรอดจนสามารถเป็นรัชทายาทได้ เฮนรีจึงต้องการให้การสมรสครั้งนี้ถูกประกาศเป็นโมฆะ เพื่อที่พระองค์จะสามารถแต่งงานใหม่กับ แอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) หญิงที่พระองค์รักอย่างมาก

แต่ สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 7 (Pope Clement VII) ไม่ยอมอนุญาตตามที่พระองค์ต้องการ! จึงกลายเป็นวิกฤตทางศาสนาและการเมืองครั้งใหญ่ พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ตัดสินใจลดอำนาจของกรุงโรมเหนืออังกฤษ และในปี ค.ศ. 1534 รัฐสภาอังกฤษออก พระราชบัญญัติว่าด้วยอำนาจสูงสุด (Act of Supremacy) รับรองให้พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของ คริสตจักรแห่งอังกฤษ และไม่ต้องพึ่งอำนาจของกรุงโรมอีกต่อไป

 

เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลคือยุบอาราม
 

ในอังกฤษยุคนั้นมีอาราม สำนักสงฆ์ และสำนักชีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งหลายแห่งผูกพันกับคริสตจักรคาทอลิกและสมเด็จพระสันตะปาปา สถานที่เหล่านี้ดำรงอยู่มาหลายร้อยปีและไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่สวดมนต์เท่านั้น หลายแห่งมีโรงพยาบาล ดูแลคนยากจน แจกอาหาร รับผู้เดินทาง และยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน

ที่สำคัญคือ อารามจำนวนมากมีทรัพย์สินมหาศาล พวกเขาเป็นเจ้าของที่ดิน ฟาร์ม ป่าไม้ โรงสี บ้าน เงินทอง ถ้วยพิธี เครื่องประดับ ระฆัง ตลอดจนหนังสือและวัตถุทางศาสนาจำนวนมาก ทรัพย์สินเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริจาคของผู้ศรัทธาตลอดหลายศตวรรษ บางครอบครัวมอบที่ดินให้อารามโดยหวังว่านักบวชจะสวดภาวนาเพื่อดวงวิญญาณของตนและบรรพบุรุษหลังความตาย

พระเจ้าเฮนรีที่ 8 จึงส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจอารามทั่วประเทศ มีการตรวจสอบทรัพย์สิน รายได้ และพฤติกรรมของนักบวช รายงานของรัฐบาลกล่าวหาอารามจำนวนหนึ่งว่ามีความเสื่อมโทรม มีการประพฤติผิด และไม่ปฏิบัติตามอุดมคติทางศาสนา

หลังจากนั้น กระบวนการที่เรียกว่า ‘การยุบอาราม’ (Dissolution of the Monasteries) ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ระหว่างประมาณ ค.ศ. 1536–1541 อาราม สำนักสงฆ์ และสำนักชีหลายร้อยแห่งทั่วอังกฤษและเวลส์ถูกสั่งปิด

ภาพที่เกิดขึ้นทั่วประเทศคือ นักบวชและแม่ชีต้องออกจากสถานที่ซึ่งหลายคนใช้ชีวิตอยู่มาตลอดหลายสิบปี ทรัพย์สินถูกทำบัญชี เครื่องเงินและเครื่องทองถูกยึด ระฆังถูกถอด หลังคาที่ทำจากตะกั่วถูกลอกเพื่อนำโลหะไปขาย หนังสือและเอกสารจำนวนหนึ่งกระจัดกระจายหรือสูญหาย อาคารบางแห่งถูกดัดแปลงเป็นบ้านพัก ขณะที่อีกหลายแห่งถูกปล่อยให้กลายเป็นซากปรักหักพัง

Dissolution of the Monasteries

สิ่งสำคัญที่สุดคือที่ดิน!
 

ที่ดินมหาศาลซึ่งเคยเป็นของอารามถูกโอนไปอยู่ในมือของพระมหากษัตริย์ ก่อนที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 จะขายหรือพระราชทานที่ดินจำนวนมากให้แก่ขุนนาง ข้าราชบริพาร พ่อค้า และผู้สนับสนุนราชบัลลังก์

ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ทรัพย์สินที่สะสมอยู่ในมือของศาสนจักรมาหลายร้อยปีได้เปลี่ยนเจ้าของครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษ

สำหรับฝ่ายสนับสนุนพระเจ้าเฮนรีที่ 8 สิ่งนี้คือการปฏิรูปศาสนา เป็นการทำลายสถาบันที่พวกเขามองว่าเสื่อมโทรม และเป็นการลดอำนาจของคริสตจักรโรมันคาทอลิก 

 

จุดเริ่มต้นตำนาน Curse of the Abbey Lands
 

หลังเหตุการณ์ยุบอาราม ผู้คนเริ่มเล่าถึงเจ้าของที่ดินบางครอบครัวที่ได้รับทรัพย์สินจากอารามแล้วกลับประสบเคราะห์ร้าย บางตระกูลสูญเสียเงินทอง บางครอบครัวไม่มีทายาทชาย บางคนเสียชีวิตอย่างกะทันหัน บางบ้านเกิดความขัดแย้งภายใน ขณะที่คฤหาสน์บางแห่งถูกไฟไหม้ ถูกทิ้งร้าง หรือสุดท้ายต้องขายออกไป

คนจำนวนมากเชื่อว่ามาจากสาเหตุ การนำทรัพย์สินของพระเจ้าไปใช้เป็นของตนเอง ทุกหายนะที่เกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการลงโทษจากพระเจ้า ที่มีชื่อว่า ‘คำสาบแห่งอาราม’ (Curse of the Abbey Lands)

ตระกูลที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุด ในเวลานั้นคือ ตระกูลไบรอน (Byron Family) ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ในอังกฤษ ได้รับที่ดินของอารามนิวสเตดแอบบีย์ ใน ค.ศ. 1540 และกลายเป็นบ้านของตระกูลไบรอน ต่อมาครอบครัวกลับเผชิญทั้งหนี้สิน ความขัดแย้ง และการเสียชีวิตของทายาทหลายคน วิลเลียม ไบรอน บารอนไบรอนที่ 5 (William Byron, 5th Baron Byron) ถึงกับสังหารญาติของตน ส่วน ลอร์ดไบรอน ก็ต้องเผชิญปัญหาหนี้สิน ก่อนขายที่ดินออกจากตระกูลในที่สุด

อีกหนึ่งกรณีคือ ตระกูลกรีวิลล์ (Greville Family) ผู้ดีอังกฤษที่มีที่ดินและอิทธิพลในหลายพื้นที่ ได้ครอบครองที่ดินมิก ซึ่งเดิมเคยเป็นของ อารามไอน์แชม (Eynsham Abbey) แต่หลังจากนั้นครอบครัวกลับพบเหตุร้ายหลายครั้ง โดย เอ็ดเวิร์ด กรีวิลล์ (Edward Greville) ยิงปืนพลาดจนทำให้พี่ชายของตนเสียชีวิต ส่วนคนอื่นเองก็ถูกดำเนินคดีในคดีร้ายแรงและเสียชีวิตระหว่างการลงโทษ ขณะที่ลูกหลานรุ่นต่อมาก็ประสบปัญหาหนี้สินและสูญเสียทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าในมุมมองของนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ไม่มีใครเชื่อเรื่องคำสาป ส่วนมากมองว่าสาเหตุล่มสลายของตระกูลใหญ่มาจาก สงคราม การเมือง โรคระบาด หรือการบริหารทรัพย์สินผิดพลาด

ในความเป็นจริง ครอบครัวจำนวนมากที่ซื้อหรือได้รับที่ดินของอารามไม่ได้ล่มสลาย บางตระกูลกลับมั่งคั่งและมีอำนาจต่อเนื่องไปอีกหลายร้อยปี ส่วนครอบครัวที่ล่มสลายก็สามารถอธิบายได้ด้วยสาเหตุธรรมดา เช่น หนี้สิน สงคราม การเมือง โรคระบาด การไม่มีทายาท หรือการบริหารทรัพย์สินผิดพลาด

ในอีกด้าน หลายตระกูลที่ยึดที่อารามก็ยังมีความมั่งคั่ง ไม่ได้ล่มจมทุกราย ‘Curse of the Abbey Lands’ จึงดูเป็นตำนานมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเชื่อเรื่อง การไม่นำทรัพย์สินหรือสิ่งของที่ถวายแก่ศาสนาไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ยังคงฝังรากอยู่ในกลุ่มผู้เคร่งศาสนาหลายแห่งจนถึงปัจจุบัน ในสังคมไทยเองก็มีคติคล้ายกัน เช่น ความเชื่อว่า ไม่ควรนำของวัด หรือแม้แต่ดินและทรายภายในวัดกลับออกไปเป็นของตนเอง เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินของวัด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเพณี ขนทรายเข้าวัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีคำอธิบายตามความเชื่อพื้นบ้านว่า เป็นการนำทรายกลับไปชดเชยดินและทรายที่อาจติดเท้าผู้คนออกจากวัดตลอดทั้งปีโดยไม่ตั้งใจ จึงถือเป็นการคืนสิ่งที่เป็นของวัดกลับสู่สถานที่เดิม และเป็นการสร้างบุญในช่วงขึ้นปีใหม่ตามประเพณีไทย

related