
SHORT CUT
ย้อน 2 คดีดังที่ดินวัด ‘โฉนดถุงกล้วยแขก’ และ ‘อัลไพน์’ จากปมครอบครองปรปักษ์ถึงธรณีสงฆ์ สะท้อนข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ มรดก และกฎหมายที่ยืดเยื้อ
ช่วงนี้ประเด็น ที่ดินวัด กลับมาเป็นกระแสและได้รับความสนใจอีกครั้ง จากกรณี ‘ป้าดา’ ทวงคืนที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ที่กำลังพิพาทกันอยู่ บทความนี้จึงอยากชวนย้อนดู 2 คดีดังในอดีตของไทย ได้แก่ ‘โฉนดถุงกล้วยแขก’ และ ‘ที่ดินอัลไพน์’ ซึ่งต่างเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินและกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนเช่นกัน
คดี ‘โฉนดถุงกล้วยแขก’ เป็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีมูลนิธิสวนแก้วเกี่ยวข้อง จุดเริ่มต้นมาจากที่ดินซึ่งเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของ นางทองอยู่ หิรัญประดิษฐ์ ต่อมา นางวันทนา สุขสำเริง อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้รับรองกรรมสิทธิ์โดย ‘ครอบครองปรปักษ์’ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ในปี 2546 ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งให้นางวันทนาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจากการครอบครองปรปักษ์ นางวันทนาจึงนำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดิน และต่อมาในวันที่ 9 กันยายน 2547 ได้ขายที่ดินส่วนที่เป็นข้อพิพาทให้แก่ มูลนิธิสวนแก้ว ในราคา 10 ล้านบาท ก่อนซื้อ มูลนิธิได้ตรวจสอบเอกสารกับสำนักงานที่ดิน และในขณะนั้นทะเบียนที่ดินก็ปรากฏชื่อนางวันทนาเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ จึงทำให้ฝ่ายมูลนิธิเชื่อว่าสามารถซื้อขายได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในปี 2549 ผู้จัดการมรดกและทายาทของนางทองอยู่ได้เข้าคัดค้านคำสั่งศาลที่ให้นางวันทนาได้กรรมสิทธิ์ โดยมีการดำเนินคดีจนคำสั่งเรื่องครอบครองปรปักษ์ถูกเพิกถอน เมื่อสิทธิของนางวันทนาซึ่งเป็นผู้ขายถูกลบล้าง กรรมสิทธิ์ของมูลนิธิสวนแก้วซึ่งรับซื้อต่อมาก็ไม่สามารถคงอยู่ได้ แม้ว่าการซื้อขายจะผ่านการจดทะเบียนกับสำนักงานที่ดินแล้วก็ตาม คดีดำเนินต่อไปหลายชั้นศาล และผลที่สุดกรรมสิทธิ์ในที่ดินต้องกลับคืนแก่ทายาทของเจ้าของเดิม
ต่อมาทายาทยังฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ศาลมีคำพิพากษาให้มูลนิธิสวนแก้วออกจากที่ดินและชำระค่าเสียหายประมาณ 1.96 ล้านบาท กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2567 ทั้งสองฝ่ายสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ โดยตกลงลดค่าเสียหายเหลือ 1.9 ล้านบาท แบ่งชำระเป็นงวด และให้รื้อสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่
ส่วนชื่อ ‘โฉนดถุงกล้วยแขก’ เกิดจากคำเปรียบเปรยของ พระพยอม กัลยาโณ ว่า มูลนิธิจ่ายเงินซื้อที่ดินถึง 10 ล้านบาทและได้รับโฉนดที่ผ่านกระบวนการของรัฐ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถใช้ยืนยันกรรมสิทธิ์ได้ จึงเปรียบว่าโฉนดเหลือค่าเพียงเอาไปห่อกล้วยแขกเท่านั้น
คดีนี้ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เหตุที่วัดสวนแก้วไม่ได้กรรมสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์ของนางวันทนา แม้ใช้ที่ดินเกิน 10 ปี เพราะการครอบครองอาจขาด ‘เจตนาเป็นเจ้าของ’ เนื่องจากวัดเข้าใช้ที่ดินโดยเชื่อว่าตนซื้อมาอย่างถูกต้อง จึงไม่ครบองค์ประกอบของการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย
คดี ‘ที่ดินอัลไพน์’ เป็นคดีที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปี จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2512 เมื่อ นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ทำพินัยกรรมยกที่ดินกว่า 924 ไร่ ในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ดินดังกล่าวจึงมีสถานะเป็น ที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถซื้อขายหรือโอนให้เอกชนได้ตามปกติ
แต่ในปี 2533 มูลนิธิมหามงกุฎราชวิทยาลัย ในฐานะผู้จัดการมรดกวัดธรรมิการามวรวิหาร กลับขายที่ดินผืนนี้โอนให้กับบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ต คลับ จำกัด ในราคาประมาณ 130 ล้านบาท ก่อนถูกพัฒนาเป็นสนามกอล์ฟและโครงการอสังหาริมทรัพย์ ต่อมาในปี 2540 มีการขายกิจการและที่ดินต่อให้กลุ่มของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในราคาประมาณ 500 ล้านบาท ทำให้ประเด็นนี้ถูกจับตามองมากขึ้น เพราะที่ดินต้นทางเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายตั้งใจยกให้วัด
ปัญหาใหญ่จึงอยู่ที่ว่า การนำที่ธรณีสงฆ์ไปขายให้เอกชนตั้งแต่แรกชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรมที่ดินเคยมีคำสั่งให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนและโฉนดที่เกิดจากการโอนดังกล่าว แต่ภายหลัง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยและรักษาราชการแทนปลัดกระทรวง ได้ออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งของกรมที่ดิน ทำให้เอกชนยังคงถือครองที่ดินต่อไป
เรื่องนี้นำไปสู่การสอบสวนของ ป.ป.ช. ซึ่งมีมติชี้มูลว่า นายยงยุทธปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อนคดีอาญาจะเข้าสู่ศาล ศาลพิพากษาให้ จำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา และในปี 2563 ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกา ส่งผลให้คดีในส่วนของนายยงยุทธถึงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่อง กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ยังดำเนินต่อมา จนวันที่ 16 มกราคม 2568 รองปลัดกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ที่ดินกลับมามีสถานะเป็นธรณีสงฆ์ตามพินัยกรรมเดิม ประเด็นที่ตามมาคือผู้ที่ซื้อบ้านหรือถือครองที่ดินในพื้นที่โดยสุจริตจะได้รับการเยียวยาอย่างไร และรัฐอาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายมากน้อยเพียงใด โดยเคยมีการประเมินมูลค่าความเสียหายไว้สูงถึงประมาณ 7,700 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมด เพราะยังมีแนวทางทางกฎหมายอื่นในการแก้ปัญหา
ข้อสังเกตคือ แนวคำวินิจฉัยจากคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ชี้ให้เห็นว่า เจตนาของผู้ที่ประสงค์อุทิศที่ดินให้แก่วัด เป็นสาระสำคัญที่ต้องพิจารณาเหนือกว่าการยึดถือเพียงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนด
จะเห็นได้ว่า วัดเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีมูลค่าทางอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูง หลายครั้งจึงตกเป็นประเด็นคดีความเกี่ยวกับการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้ผู้คนกลับมาตั้งคำถามถึงกฎหมายการจัดการมรดก กรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน และการพัฒนาพื้นที่ของวัด ในวันที่ความเจริญทางเศรษฐกิจขยายตัว วัดอาจไม่ใช่เพียงศูนย์รวมศรัทธา แต่อาจกลายเป็นทำเลทองทางธุรกิจก็เป็นได้