
SHORT CUT
สภาพัฒน์เปิดภาพตลาดแรงงานไทยไตรมาส 2/2569 ว่างงานพุ่ง 4 แสนคน ค่าจ้างเฉลี่ยลดเหลือ 15,937 บาท ขณะที่แรงงานข้ามชาติลักลอบทำอาชีพสงวนเพิ่ม 19.3% สะท้อนแรงกดดันคนทำงานที่ต้องจับตา
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่เข้ามากดดันทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะ ‘ตลาดแรงงาน’ ที่เริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล แม้จำนวนผู้มีงานทำจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบทั้งจำนวนคนว่างงานที่สูงขึ้น รายได้ที่แท้จริงลดลง รวมถึงปัญหาแรงงานข้ามชาติที่ลักลอบทำงานในอาชีพสงวนของคนไทย ขณะที่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นายจ้างและลูกจ้างยังต้องเตรียมรับกติกาใหม่จาก ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’
'ดนุชา พิชยนันท์' เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2569 ว่า ตลาดแรงงานไทยยังมีประเด็นที่ต้องจับตา โดยจำนวนผู้มีงานทำอยู่ที่ 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% ได้แรงหนุนจากภาคเกษตรกรรม ภาคบริการ วันหยุดยาว และการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการว่างงานกลับเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ว่างงานราว 4 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.95% โดยกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนแล้วต้องออกจากงานเพิ่มขึ้น 7.1 หมื่นคน เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการลาออกเอง โดยเฉพาะในธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก และภาคการผลิต ขณะที่ผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษายังมีอัตราว่างงานสูงสุดที่ 1.70%
สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.9 แสนคน ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรก 2569 มีการแจ้งเลิกกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% สะท้อนแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจและการจ้างงาน
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม ‘ผู้เสมือนว่างงาน’ หรือผู้ที่ทำงานน้อยกว่าที่ควรถึง 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.0% และผู้ว่างงานระยะยาวเกิน 1 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 8.1 หมื่นคน
อีกหนึ่งปัญหาที่ สศช. มองว่าต้องเร่งติดตาม คือการลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ข้อมูลกรมการจัดหางานระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 28 พฤษภาคม 2569 กรมการจัดหางานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศ พบการทำงานผิดกฎหมาย 3,217 ราย ในจำนวนนี้เป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวน 1,053 ราย เพิ่มขึ้น 19.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
อาชีพที่พบการกระทำผิด เช่น งานเร่ขายสินค้า งานนวดไทย งานตัดผม งานเสริมสวย และงานขับขี่ยานพาหนะ
สศช. จึงเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายกับนายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือเข้ามาประกอบอาชีพสงวน
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คนทำงานยังเผชิญแรงกดดันจากรายได้ โดยค่าจ้างเฉลี่ยไตรมาส 2/2569 ลดลงมาอยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน หรือลดลง 0.25% กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือแรงงานอิสระ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 16,059 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 1.96% ส่วนลูกจ้างในระบบมีรายได้เฉลี่ย 15,853 บาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.90%
เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 2/2569 ที่ 2.70% ทำให้ ‘ค่าจ้างที่แท้จริง’ ของแรงงานไทยติดลบ 2.88% หมายความว่า แม้รายได้บางกลุ่มจะเพิ่มขึ้น แต่เมื่อหักผลกระทบจากค่าครองชีพแล้ว กำลังซื้อของประชาชนยังถูกบีบให้ลดลง ขณะเดียวกัน คนที่ต้องทำงานหนักเพื่อหารายได้ก็เพิ่มขึ้น โดยผู้ที่ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีจำนวน 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.3%
อีกประเด็นสำคัญที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องเตรียมตัว คือการบังคับใช้ ‘กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง’ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 126 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างมีเงินก้อนเมื่อออกจากงาน
กฎหมายจะครอบคลุมสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่มีสวัสดิการในลักษณะเดียวกัน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยคาดว่าจะครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 107,000 แห่ง และลูกจ้างประมาณ 5.7 ล้านคน
ในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 นายจ้างและลูกจ้างจะสมทบฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ก่อนปรับเป็นฝ่ายละ 0.5% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป สำหรับนายจ้างที่ไม่ยื่นแบบ แจ้งข้อมูลเท็จ หรือไม่นำส่งเงินสมทบตามกฎหมาย อาจมีทั้งโทษจำคุก ปรับ และต้องจ่ายเงินเพิ่มกรณีนำส่งเงินสมทบไม่ครบหรือไม่ทันกำหนด
ภาพรวมตลาดแรงงานไทยในไตรมาส 2/2569 จึงสะท้อนว่า แม้จำนวนผู้มีงานทำจะเพิ่มขึ้น แต่คนทำงานยังต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากการว่างงาน รายได้ที่ลดลงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ การทำงานหนักขึ้น และการแข่งขันในตลาดแรงงาน ขณะที่ภาครัฐยังต้องเร่งกำกับการจ้างงานแรงงานข้ามชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้ตลาดแรงงานไทยมีความเป็นธรรมและสร้างหลักประกันให้กับทั้งนายจ้างและลูกจ้างในระยะยาว