
SHORT CUT
คนไทยหันเตรียมพร้อมวาระสุดท้าย พินัยกรรมขอตายดีพุ่งกว่า 10 เท่า จาก 8,000 ราย ทะลุเกือบ 1 แสนราย เลือกไม่ยื้อชีวิต ไม่ขอทรมาน พร้อมเปิด 5 จังหวัดทำสูงสุด
คนไทยเริ่มหันมาเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงท้ายของชีวิตมากขึ้น สะท้อนจากยอดการทำพินัยกรรมชีวิต หรือ Living Will ผ่านระบบออนไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า จากช่วงปลายปี 2568 ที่มีประมาณ 8,000 ราย ขยับขึ้นมาเกือบ 100,000 รายในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ 2569 โดยผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ทำมากที่สุด และแนวโน้มเริ่มขยายไปยังคนรุ่นใหม่ด้วย
นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจว่า การเพิ่มขึ้นของผู้ทำพินัยกรรมชีวิต สะท้อนว่าคนไทยเข้าใจเรื่องการเตรียมตัวตายดีมากขึ้น จากเดิมที่บางคนมองว่าเป็นเรื่องอัปมงคลหรือเหมือนการแช่งตัวเอง แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นว่าเป็นการวางแผนเพื่อให้ช่วงสุดท้ายของชีวิตเป็นไปตามความต้องการของเจ้าตัว และลดภาระที่อาจเกิดขึ้นกับครอบครัว
พินัยกรรมชีวิตเป็นการแสดงเจตนาล่วงหน้าว่า หากเข้าสู่ระยะสุดท้ายของชีวิต ต้องการปฏิเสธการรักษาที่มีเป้าหมายเพียงยืดการตายออกไป โดยไม่ได้หมายถึงการเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการปล่อยให้เสียชีวิตอย่างสงบตามธรรมชาติ และลดความทุกข์ทรมานจากการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
สิทธิดังกล่าวอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงเจตนาล่วงหน้าในการไม่รับบริการสาธารณสุขที่ทำไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย และสามารถทำได้ทุกช่วงอายุ
ข้อมูลพบว่า กลุ่มที่ทำพินัยกรรมชีวิตมากที่สุดคือผู้หญิงอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาคือผู้หญิงอายุ 45-59 ปี ขณะที่กลุ่มอายุ 18-29 ปีก็เริ่มเข้ามาทำมากขึ้น โดยผู้หญิงยังมีสัดส่วนมากกว่าผู้ชาย
สำหรับ 5 จังหวัดที่มีผู้ทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา 18,766 คน สุโขทัย 13,345 คน นครศรีธรรมราช 11,176 คน พิษณุโลก 11,053 คน และอุบลราชธานี 10,816 คน ขณะที่สถานพยาบาลที่ลงทะเบียนใช้ระบบ E-Living Will แล้ว 1,588 แห่ง จากสถานพยาบาลทั้งหมด 14,545 แห่ง
สาเหตุที่ยอดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากระบบออนไลน์ที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่าย สามารถจัดทำ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกเอกสารได้ด้วยตัวเอง รวมถึงการสื่อสารในสังคมที่ทำให้ผู้คนตระหนักถึงสิทธิในการเตรียมตัวก่อนเสียชีวิตมากขึ้น
อีกประเด็นสำคัญคือผลกระทบจากการยื้อชีวิตในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทั้งความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย ภาระของครอบครัว การใช้ทรัพยากรและเตียงโรงพยาบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่อาจสูงมาก โดยเฉพาะกรณีที่ต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์หรือดูแลในห้อง ICU เป็นเวลานาน
ปัจจุบันระบบพินัยกรรมชีวิตออนไลน์จะเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยบริการที่ผู้ทำระบุไว้ เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะท้ายของชีวิต สถานพยาบาลจึงสามารถตรวจสอบเจตนาที่เจ้าตัวแสดงไว้ และนำไปประกอบการดูแลรักษาให้สอดคล้องกับความต้องการ
สำหรับผู้ที่ต้องการทำพินัยกรรมชีวิต สามารถดำเนินการผ่านระบบ E-Living Will โดยสมัครใช้งานด้วย ThaiD หรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก จากนั้นจัดทำหนังสือแสดงเจตนาและบันทึกไว้ในระบบ ซึ่งสามารถปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้ตลอดเวลา