
SIAMJNK ฉลอง 25 ปี ประกาศความสำเร็จจัดทำ CFO เดินหน้าสู่ Green Warehouse พร้อมเปิด Green Tenant Program หนุนคู่ค้า SMEs ลดคาร์บอน
SIAMJNK เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน จัดงานสัมมนา “Growing Green Together” ภายใต้แนวคิด “เราลดคาร์บอนได้ เพราะมีกันและกัน” ประกาศความสำเร็จการจัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร หรือ Carbon Footprint for Organization (CFO) ตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น Green Warehouse และเปิดตัว Green Tenant Program เพื่อสนับสนุนลูกค้าและคู่ค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน และที่สำคัญ SIAMJNK ยังเป็นคลังสินค้ารายแรกในประเทศไทยที่ช่วยผู้เช่า ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ SMEsโดยมาก ในการให้ความรู้เกี่ยวกับการลดคาร์บอนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย โดยร่วมมือกับพันธมิตรหลักด้านวิชาการอย่าง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ,บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสภาองค์การนายจ้างไทยสากล รวมถึงหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการรับรองคาร์บอนอย่าง อบก. ,TUV NORD และACTIVE CONSULTANTS
นายธิติ คัณธามานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม เจเอ็นเค จำกัด (SIAMJNK) กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้กระแส ESG ที่เข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจมากขึ้น โดย SIAMJNK ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการคลังสินค้ากลุ่มแรกๆ ที่ได้รับการรับรอง Carbon Footprint for Organization (CFO) จาก อบก.
การดำเนินงานด้านคาร์บอนของบริษัทไม่ได้มุ่งเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องการส่งต่อองค์ความรู้ให้กับลูกค้าและคู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบและต้นทุนด้านคาร์บอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ SIAMJNK ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 25 ปี และได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการและพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 100 องค์กร โดยบริษัทมองว่าความสำเร็จทางธุรกิจในระยะต่อไปไม่ได้วัดจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย
ภายในงาน SIAMJNK นำเสนอแนวทางการพัฒนาคลังสินค้าไปสู่ Green Warehouse โดยมองว่าคลังสินค้าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับจัดเก็บสินค้า แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานของผู้เช่าและคู่ค้าได้
บริษัทจึงเปิดตัว Green Tenant Program เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการที่ร่วมกันบริหารจัดการคาร์บอน และสนับสนุนให้ธุรกิจที่เข้ามาใช้พื้นที่คลังสินค้าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง หรือ Scope 3 ได้มากขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการคลังสินค้า ผู้เช่า คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero
นอกจากนี้ งาน “Growing Green Together” ยังมีผู้แทนจาก อบก. ผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG และ Carbon Management รวมถึงนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับ Carbon Footprint, CBAM, Carbon Market, Sustainable Supply Chain และการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจ
นายธาดา วรุณโชติกุล ผู้จัดการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ก่อนที่ผู้ประกอบการจะนำเรื่อง Carbon Footprint ไปใช้ จำเป็นต้องแยกให้ออกระหว่าง Carbon Footprint และ Carbon Credit โดย Carbon Footprint คือการวัดและรายงานปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่องค์กรปล่อยออกมาในรอบ 1 ปี ขณะที่ Carbon Credit เป็นปริมาณคาร์บอนที่เกิดจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ประโยชน์สำคัญของการจัดทำ Carbon Footprint คือการสร้างฐานข้อมูล หรือ Big Data ให้กับองค์กร เพราะเมื่อเห็นข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละกิจกรรม จะสามารถระบุจุดที่เป็น Hotspot และนำข้อมูลไปบริหารจัดการได้ตรงจุด เช่น ตรวจสอบรถขนส่งที่ใช้เชื้อเพลิงมากผิดปกติ หรือเครื่องจักรที่มีการใช้พลังงานสูงกว่าปกติ ซึ่งท้ายที่สุดสามารถนำไปสู่การลดต้นทุนการดำเนินงานได้
ด้าน รศ.ดร.เจริญชัย โขมพัตรพร ผู้อำนวยการศูนย์ความยั่งยืน ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า การจัดทำ Carbon Footprint สามารถต่อยอดเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดได้ เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติจำนวนมากเริ่มกำหนดให้ Supplier ต้องมีข้อมูลหรือมาตรฐานด้านคาร์บอน หากผู้ประกอบการมีข้อมูลดังกล่าวจึงมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุน โดยสถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์ Green Loan ที่ให้เงื่อนไขด้านอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจสำหรับธุรกิจที่สามารถแสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนได้
หอการค้าไทยชี้ Green คือ Gain ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว
ดร.อารดา มหามิตร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการควรมองเรื่องความยั่งยืนในฐานะโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้ามีความเข้มข้นมากขึ้น พร้อมเสนอแนวคิด “Green = Gain” เพราะการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาให้ธุรกิจได้ทั้งในด้านตลาด ต้นทุน และความสามารถในการแข่งขัน
โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่การส่งออก ซึ่งต้องเผชิญมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป การมีข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะบริษัทข้ามชาติเริ่มมองหาผู้ผลิตและ Supplier ที่สามารถแสดงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมได้ การเริ่มต้นเร็วจึงช่วยสร้างความได้เปรียบในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
สำหรับ SME ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ นายธาดา แนะนำให้เริ่มจากการค้นหา Hotspot ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดก่อน โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. มีโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการภายใต้โครงการ “ปังได้คืน” (BDS) ซึ่งสามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้าน Carbon Footprint ได้สูงสุด 80% ของค่าใช้จ่ายจริง และไม่เกิน 200,000 บาทต่อบริษัท ครอบคลุมค่าอบรมพนักงาน ค่าตรวจรับรอง และค่าขึ้นทะเบียน ตามเงื่อนไขของโครงการ
ในมุมของธุรกิจคลังสินค้า รศ.ดร.เจริญชัย แนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการทำงานก่อนการลงทุนในเทคโนโลยีราคาแพง เช่น การทำ Route Optimization เพื่อจัดเส้นทางการเดินรถให้สั้นลง การทำ Zoning จัดสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวสูงไว้ใกล้พื้นที่ขนส่ง เพื่อลดระยะทางการเคลื่อนย้ายสินค้า รวมถึงการบริหารรถรับส่งพนักงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านระบบปรับอากาศที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม โดยเฉพาะ น้ำยาแอร์ ซึ่งสารทำความเย็นบางประเภทมีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูง การตรวจสอบการรั่วไหลและการเปลี่ยนไปใช้ระบบหรือสารทำความเย็นรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการใช้พลังงานในระยะยาว
ด้านเทคโนโลยี นายธาดา กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรขนาดใหญ่สามารถเชื่อมข้อมูลจากมิเตอร์พลังงานและระบบต่างๆ เช่น SAP เข้ากับระบบบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time ได้ ขณะที่ อบก. อยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้ SME สามารถเข้าถึงเครื่องมือด้านคาร์บอนได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ในอนาคต
สำหรับแนวทางเริ่มต้น ผู้ประกอบการควรเก็บข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การใช้ไฟฟ้า น้ำมัน และการจัดการขยะ ก่อนนำมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่มีการปล่อยสูง จากนั้นจึงกำหนดแนวทางลดการใช้พลังงานและปรับปรุงกระบวนการให้เหมาะสมกับธุรกิจ
นายธาดาเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการควรเริ่มจากการมีข้อมูลของตัวเองก่อน เพราะหากไม่สามารถวัดปริมาณการปล่อยได้ ก็จะไม่สามารถบริหารจัดการหรือติดตามผลการลดคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ รศ.ดร.เจริญชัย มองว่าการดำเนินธุรกิจสีเขียวไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเพิ่มต้นทุนเสมอไป แต่สามารถนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
ขณะที่ ดร.อารดา มองว่าบทบาทของผู้บริหารเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันองค์กรสู่ความยั่งยืน โดยควรเริ่มจากการประเมินตัวเอง มองหาโอกาสใน Value Chain และลงมือปรับเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับต้นทุนและกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ SIAMJNK ระบุว่า การขับเคลื่อนสู่ Green Warehouse ไม่ได้เป็นภารกิจขององค์กรเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และพันธมิตรทางธุรกิจ โดยบริษัทมองว่าแนวคิด “Growing Green Together — เราลดคาร์บอนได้ เพราะมีกันและกัน” จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพชีวิต มั่นคง แข่งขันได้ และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว