
SHORT CUT
ทำไมคำถามสำคัญถึงมักถูกแทนที่ด้วยเรื่องอื่นอย่างแนบเนียน? สำรวจเบื้องหลัง ‘Red Herring’ ศิลปะการเบี่ยงประเด็น ที่สังคมไทยคุ้นเคย
เคยสังเกตไหมว่าในบทสนทนาประจำวัน การถกเถียงในที่ทำงาน หรือแม้แต่การรับชมรายการข่าว หลายครั้งเมื่อมีใครสักคนถูกยิงคำถามตรงจุดจนแทบจนมุม จู่ๆ อีกฝ่ายกลับหยิบยกเรื่องอื่นขึ้นมาพูดอย่างหน้าตาเฉย เรื่องที่พูดใหม่อาจฟังดูดี มีประโยชน์ หรือชวนซาบซึ้งใจ จนทำให้คนฟังเผลอพยักหน้าตาม และลืมไปสนิทใจว่าคำถามแรกที่ถามไปนั้นคืออะไร
ในทางตรรกศาสตร์และศิลปะการสื่อสาร ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Red Herring หรือ ข้อสรุปนอกประเด็น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจที่พบได้บ่อยที่สุด เพื่อใช้ดึงผู้ฟังออกจากเรื่องจริง ปัดความรับผิดชอบ และพาบทสนทนาไหลไปสู่ทิศทางอื่นอย่างแนบเนียน
หากจะหาภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดในช่วงที่ผ่านมา คงต้องยกให้คดีข้อพิพาททางหว่าง ‘ต้า เฟ็ดเฟ่’ และ ‘ยัต ชัยโสโร’ ที่มาเผชิญหน้ากันในรายการโหนกระแส
เป้าหมายของรายการคือการหาความจริงเรื่องปัญหาหนี้สินและการจัดการเงิน แต่ในจังหวะที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด ทนายอาร์มกลับพูดประสบการณ์ส่วนตัว หรือพูดจากเชิงคุกคามทนายไข่มุก หรือหลายครั้งเนื้อหาที่พูดก็ดูเหมือนไม่ได้มีความเกี่ยวกับประเด็นที่มานั่งพูดคุยกัน จนหลายครั้งเนื้อหาก็สำคัญก็เหมือนจะออกทะเลไปไกล
'Red Herring' กลยุทธ์แห่งการเบี่ยงประเด็น
Red Herring
การใช้เหตุผลผิดพลาดแบบ 'เบี่ยงประเด็น' (Red Herring Fallacy) เป็นรูปแบบหนึ่งของความผิดพลาดทางตรรกะหรือข้อผิดพลาดในการให้เหตุผลที่เกิดขึ้นเมื่อมีการนำเสนอข้อโต้แย้งหรือคำถามที่ทำให้เข้าใจผิด เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นหลักหรือข้อโต้แย้งหลัก
ตัวอย่างเช่น ในนิยายสืบสวนสอบสวน มักจะมีตัวละครที่ดึงดูดความสนใจของผู้อ่านในฐานะผู้ต้องสงสัย แต่สุดท้ายกลับได้รับการพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ ในกรณีนี้ เบาะแสลวงถูกใช้เป็นกลวิธีการเขียนเพื่อนำผู้อ่านไปสู่ทางที่ผิด สร้างจุดพลิกผันของเรื่อง และนำไปสู่ตอนจบที่น่าประหลาดใจ
บางครั้ง การใช้ประเด็นเบี่ยงเบนความสนใจ ก็ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ทางวาทศิลป์เพื่อโน้มน้าวผู้อื่น หรือแม้กระทั่งถูกใช้โดยไม่ได้ตั้งใจในการโต้แย้ง ในกรณีนั้นเราเรียกว่า ความผิดพลาดแบบประเด็นเบี่ยงเบนความสนใจ (red herring fallacy) ตัวอย่างเช่น นักการเมืองมักใช้มันเป็นกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามยากๆ ที่ถามในที่สาธารณะ แทนที่จะตอบคำถาม พวกเขาอาจเริ่มพูดถึงหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ฟัง
ในชีวิตประจำวัน เรามักพบการใช้ Red Herring ทั้งแบบที่เกิดจากความไม่ตั้งใจและแบบที่จงใจเพื่อรักษาภาพลักษณ์ เช่น ในออฟฟิศเวลาพนักงานรวมตัวกันถามถึงการปรับขึ้นเงินเดือน ผู้บริหารอาจเลือกตอบเลี่ยงว่าแม้บริษัทจะปรับเงินเดือนไม่ได้ แต่เรามีสวัสดิการและวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นเหมือนครอบครัว ซึ่งแม้คำตอบเรื่องความอบอุ่นจะฟังดูดี แต่ก็ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องค่าครองชีพที่พนักงานถาม หรือกรณีที่โรงงานถูกตรวจสอบเรื่องการปล่อยมลพิษ ผู้บริหารกลับเลือกแถลงข่าวเรื่องนวัตกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพของประชาชน เพื่อนำเรื่องดีๆ มากลบเกลื่อนความบกพร่องของตนเอง ในเวทีระดับประเทศ กลวิธีนี้มักถูกนำมาใช้อย่างแยบยล เช่น การปล่อยประเด็นดราม่า ข่าวไวรัล หรือข่าวอื้อฉาวขึ้นมาครองหน้าฟีดโซเชียลมีเดียก่อนวันเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อดึงความสนใจของสื่อมวลชนและสังคม จนทำให้การตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายถูกลดทอนความสำคัญลงไปโดยปริยาย
กลยุทธ์นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อหาความจริง แต่มีไว้เพื่อซื้อเวลาและปั่นหัวผู้ฟังโดยเฉพาะ การลากคนนอกหรือประเด็นมาพูดกลางรายการ เหมือนเป็นการจงใจจุดชนวนและเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นสำคัญเปลี่ยนไปเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง จากตัวอย่างของทนายอาร์ม ที่พูดขึ้นในรายการโหนกระแสว่า “ผมโสด สถานะผมหย่าร้างนะครับ..." "ในเรื่องของคดีที่ว่า ...ผมรับเงินจากเว็บพนันไหม" ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทเลย แต่กลับสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของคนในสังคมในชั่วขณะหนึ่ง ให้มาโฟกัสสิ่งที่เขากำลังพูด โดยหลงลืมประเด็นหลักที่กำลังคุยกัน
รับมืออย่างมืออาชีพ ไม่ให้บทสนทนาถูกลากออกนอกเรื่อง
ในชีวิตจริง เราต้องเจอคนประเภทนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะในที่ทำงาน ตอนประชุมโปรเจกต์ หรือแม้แต่เวลาขัดแย้งกับคนใกล้ตัว กุญแจสำคัญคือ 'สติ'
ทันทีที่สัมผัสได้ว่าคู่สนทนากำลังลากเรื่องดราม่าอื่นเข้ามาปนเพื่อเปลี่ยนโฟกัส ชี้ให้คู่สนทนาของคุณเห็นว่าพวกเขากำลังใช้ประเด็นเบี่ยงเบน และโต้แย้งก่อนที่คุณจะถูกดึงออกไปสู่ประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้อง
คนที่จงใจใช้กลวิธีเบี่ยงเบนประเด็นมักจะปฏิเสธที่จะยอมรับว่าสิ่งที่พวกเขากำลังพูดนั้นไม่เกี่ยวข้องกับบทสนทนา ในกรณีนี้ วิธีที่ดีที่สุดอาจเป็นการวกกลับไปยังหัวข้อหลัก พร้อมทั้งเสนอที่จะกลับมาตอบข้อกังวลของอีกฝ่ายในภายหลัง
จากกรณีของทนายอาร์ม เราจะเห็นได้ว่า การใช้ Red Herring ไม่ใช่แค่ทฤษฎีตรรกะวิบัติในหนังสือ แต่คือพฤติกรรมการสื่อสารที่เกิดขึ้นจริงรอบตัวเราทุกวัน สิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือไม่ใช่การมุ่งเอาชนะหรือจับผิดเพื่อความสะใจ แต่คือการต้องคิดวิเคราะห์ไปกับคำพูดของผู้สนทนา ยึดแก่นของคำถามเดิมไว้เสมอ เพราะในสังคมที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวนและข้อมูลที่จงใจสร้างความไขว้เขว การมองเห็นเจตนาและกล้าดึงประเด็นกลับมาสู่ความจริง ย่อมเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ช่วยให้สังคมไม่ตกเป็นเหยื่อของการถูกชี้นำอย่างไม่รู้ตัว