
SHORT CUT
Amerasians ลูกแห่งสงคราม จากญี่ปุ่นถึงเวียดนาม ก่อนถึงไทย มรดกจากการประจำการของทหารสหรัฐฯ และชีวิตลูกครึ่งหลายพันคนหลังสงคราม
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทหารสหรัฐฯ เก็บสัมภาระ ปิดฐานทัพ และเดินทางกลับประเทศได้ แต่มีบางสิ่งที่ไม่ได้เดินทางกลับไปพร้อมกับพวกเขา นั่นคือเด็กจำนวนมากที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างชายชาวอเมริกัน โดยเฉพาะกำลังพลสหรัฐฯ กับหญิงท้องถิ่นในประเทศต่างๆ ของเอเชีย
เด็กกลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์ถูกเรียกว่า 'Amerasians' คำที่เกิดจากการรวมคำว่า American และ Asian เข้าด้วยกัน ในความหมายกว้างสามารถหมายถึงบุคคลที่มีเชื้อสายอเมริกันและเอเชีย แต่ในบริบทของสงครามและการประจำการทางทหาร คำนี้มักถูกใช้กล่าวถึงเด็กที่มีพ่อเป็นชาวอเมริกันและแม่เป็นหญิงชาวเอเชีย โดยเฉพาะเด็กที่เกิดขึ้นในประเทศซึ่งมีกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปประจำการเป็นเวลานาน
ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารอเมริกันจำนวนมากเข้าไปประจำการในญี่ปุ่น ต่อมาสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950–1953 ทำให้ทหารสหรัฐฯ จำนวนมากเข้าสู่คาบสมุทรเกาหลี และหลังสงคราม สหรัฐฯ ก็ยังคงมีกำลังประจำการในเกาหลีใต้
การมีทหารต่างชาติอยู่เป็นเวลานานไม่ได้สร้างผลกระทบเฉพาะด้านความมั่นคง แต่ยังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมรอบฐานทัพด้วย ร้านอาหาร บาร์ สถานบันเทิงและธุรกิจบริการเกิดขึ้นเพื่อรองรับกำลังพล ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างทหารอเมริกันกับหญิงท้องถิ่นก็เกิดขึ้น ทั้งในรูปของการแต่งงาน ความสัมพันธ์ระยะยาว และความสัมพันธ์ชั่วคราว
ผลลัพธ์อย่างหนึ่งคือเด็กเชื้อสายผสมจำนวนหนึ่งที่ต้องเติบโตขึ้นหลังจากพ่อเดินทางกลับสหรัฐฯ
เมื่อสงครามเย็นเคลื่อนเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปรากฏการณ์เดียวกันก็ปรากฏในฟิลิปปินส์ ไทย และโดยเฉพาะเวียดนาม
ในช่วงสงครามเวียดนาม กำลังพลสหรัฐฯ หลายแสนนายเคยประจำการอยู่ในเวียดนามในช่วงเวลาเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับหญิงเวียดนามทำให้มีเด็กเชื้อสายอเมริกัน–เวียดนามเกิดขึ้นจำนวนมาก
หลังการถอนกำลังของสหรัฐฯ และการล่มสลายของเวียดนามใต้ในปี 1975 เด็กเหล่านี้จำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในเวียดนาม ขณะที่พ่อชาวอเมริกันเดินทางออกจากประเทศไปแล้ว งานศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับ Amerasians ระบุว่าเด็กกลุ่มนี้จำนวนมากต้องเผชิญทั้งความยากจนและการตีตราทางสังคม เนื่องจากรูปลักษณ์ของพวกเขาสามารถเชื่อมโยงกับฝ่ายอเมริกันซึ่งเป็นอดีตคู่สงครามได้อย่างชัดเจน
สถานการณ์ของเด็กเหล่านี้รุนแรงจนกลายเป็นปัญหาทางมนุษยธรรมและการเมืองระหว่างประเทศ ในปี 1987 สหรัฐฯ ออก Amerasian Homecoming Act เปิดช่องทางให้ Amerasians ชาวเวียดนามและครอบครัวสามารถเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น งานวิชาการมองว่านโยบายนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการอพยพ แต่ยังเป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการจัดการกับมรดกทางสังคมที่เกิดจากสงครามเวียดนามด้วย
อย่างไรก็ตาม จำนวน Amerasians ที่แท้จริงเป็นเรื่องที่ระบุได้ยาก เพราะเด็กจำนวนหนึ่งไม่มีเอกสารยืนยันตัวบิดา และบางครอบครัวปกปิดภูมิหลังของเด็ก ดังนั้นตัวเลขที่ปรากฏในเอกสารต่างๆ จึงเป็นเพียงการประมาณการและแตกต่างกันตามช่วงเวลา
เรื่องราวของ Amerasians ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเวียดนาม ทหารและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จำนวนมากเข้ามาประจำการตามฐานทัพและสนามบินในไทย การปรากฏตัวของคนอเมริกันจำนวนมากนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างที่สังคมไทยไม่เคยพบมาก่อน งานวิชาการเรื่อง Bases, Bars, and Blue Jeans: Thailand and Cultural Debates over the Vietnam War ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงไทยกับทหารอเมริกัน รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเด็กเชื้อสายผสม เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการถกเถียงทางสังคมในประเทศไทยยุคนั้น
เด็กเหล่านี้ในประเทศไทยมักไม่ได้ถูกเรียกว่า Amerasian ในชีวิตประจำวัน แต่ถูกเรียกง่ายๆ ว่า 'ลูกครึ่ง' หรือในบริบทเฉพาะว่า 'ลูกครึ่งไทย–อเมริกัน'
งานศึกษาที่นำเสนอในการประชุมวิชาการนานาชาติด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายว่า Amerasians ไทยในยุคสงครามเวียดนามเป็นผลโดยตรงจากการปรากฏตัวของกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรในประเทศไทยช่วงสงครามเย็น เด็กบางคนเติบโตโดยไม่มีชื่อพ่อชาวอเมริกันอยู่ในเอกสาร และในบางกรณีชื่อของปู่ ลุง หรือพ่อบุญธรรมชาวไทยถูกใช้แทนเพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตและกลมกลืนเข้ากับสังคมไทยได้ง่ายขึ้น
ตัวเลขที่ถูกอ้างถึงอยู่บ่อยครั้งอยู่ที่ประมาณ 5,000–8,000 คน สำหรับลูกครึ่งไทย–อเมริกันที่เชื่อมโยงกับยุคสงครามเวียดนาม แต่ต้องเน้นว่าตัวเลขดังกล่าวเป็น ค่าประมาณ การหาจำนวนที่แน่นอนแทบเป็นไปไม่ได้ด้วย
ที่มา : Bases, bars, and blue jeans: Thailand and cultural debates over the Vietnam War