คนไทยบริจาคเงินให้วัด! สูงปีละ 5.4 หมื่นล้าน เปิดช่องโหว่บัญชีเงินฝากวัด ศรัทธาที่ต้องตรวจสอบได้

คนไทยบริจาคเงินให้วัด! สูงปีละ 5.4 หมื่นล้าน เปิดช่องโหว่บัญชีเงินฝากวัด ศรัทธาที่ต้องตรวจสอบได้

คนไทยบริจาควัดปีละกว่า 5.4 หมื่นล้าน เปิดปม เงินฝากวัด และช่องโหว่ระบบการเงิน กับคำถามว่าเงินจากศรัทธาประชาชนถูกบริหารและตรวจสอบได้แค่ไหน

SHORT CUT

  • คนไทยบริจาควัดปีละกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่วัดทั่วประเทศมีทรัพย์สินรวมกว่า 1.35 ล้านล้านบาท แต่ระบบข้อมูลทางการเงินยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นระบบ
  • เงินฝากวัดและทรัพย์สินยังมีช่องโหว่ในการตรวจสอบ นิด้าชี้ปัญหาโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ ขาดระบบบัญชีมาตรฐานและกลไกตรวจสอบอิสระ
  • คดีล่าสุดสะท้อนความเสี่ยงของระบบเงินวัด พบยักยอกเงินกว่า 92 ล้านบาท จนนำไปสู่ข้อเสนอให้มีหน่วยงานภายนอกร่วมตรวจสอบ เพื่อให้เงินจากศรัทธาโปร่งใสและตรวจสอบได้

คนไทยบริจาควัดปีละกว่า 5.4 หมื่นล้าน เปิดปม เงินฝากวัด และช่องโหว่ระบบการเงิน กับคำถามว่าเงินจากศรัทธาประชาชนถูกบริหารและตรวจสอบได้แค่ไหน

เมื่อคนไทยบริจาคเงินให้วัดทั่วประเทศรวมกันราว 54,417 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วัดทั่วประเทศมีทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 1.35 ล้านล้านบาท คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเงินบริจาคเหล่านี้ถูกนำไปทำอะไร แต่คือระบบบริหารจัดการและตรวจสอบเงินวัดมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน

ประเด็นนี้ถูกสะท้อนผ่านงานวิจัยของ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในโครงการศึกษาการบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย ซึ่งชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างว่า อำนาจในการบริหารเงินจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ที่เจ้าอาวาส ขณะที่หลายวัดยังขาดระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐานและกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ

เมื่อเงินจำนวนมากอยู่ภายใต้การบริหารของคนจำนวนจำกัด แต่ประชาชนผู้บริจาคกลับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินได้อย่างเพียงพอ ช่องว่างดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดที่เปิดให้เกิดทั้งข้อสงสัยและการกระทำผิดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ไม่มีการเปิดเผยรายรับ รายจ่าย และทรัพย์สินของวัดต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ

ด้าน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และข้อมูลการศึกษาประเมินว่า วัดทั่วประเทศไทยมีทรัพย์สินรวมกันมหาศาล ขณะที่ระเบียบกำหนดให้เงินสดของวัดที่เกิน 3,000 บาท ต้องนำฝากธนาคารในนามวัด โดยเงินส่วนใหญ่จะอยู่ในบัญชีออมทรัพย์และบัญชีเงินฝากประจำ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยอดรวมเงินฝากของวัดทั่วประเทศอย่างเป็นทางการยังไม่ได้ถูกรวบรวมและเปิดเผยอย่างเป็นระบบ

ปัญหาไม่ได้มีเพียงเงินสดหรือเงินฝาก เพราะคดีล่าสุดยังพบการเก็บทรัพย์สินในรูปแบบอื่น โดยพบ ทองคำกว่า 1,090 บาท เงินสดกว่า 100 ล้านบาท และทรัพย์สินรวมกว่า 200 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ภายในกุฏิ สะท้อนให้เห็นว่า หากไม่มีการตรวจสอบหรือค้นพบโดยเจ้าหน้าที่ ทรัพย์สินเหล่านี้อาจอยู่นอกสายตาของระบบบัญชีได้

เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ มหาเถรสมาคม ได้ยกระดับระเบียบการเงินวัดในปี 2568 กำหนดให้วัดจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายตามมาตรฐานเดียวกัน วัดที่มีรายได้เกิน 5 ล้านบาทต่อปี ต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเข้าตรวจสอบ พร้อมกำหนดให้การถอนเงินต้องมีผู้มีอำนาจอย่างน้อย 3 คน และลงนาม 2 ใน 3 โดยต้องมีเจ้าอาวาสลงนามทุกครั้ง รวมถึงต้องส่งรายงานยอดคงเหลือภายในวันที่ 20 มกราคมของทุกปี โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

แต่โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่แค่การออกระเบียบ เพราะต้องทำให้กติกาถูกนำไปใช้จริงกับวัดกว่า 37,000 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา การส่งบัญชีของวัดยังมีเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนวัดทั้งหมด

ภาพปัญหายิ่งชัดขึ้นจากคดีที่อยู่ในการดำเนินการของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กองบังคับการปราบปราม ซึ่งสะท้อนเส้นแบ่งระหว่างพระธรรมวินัยกับกฎหมายบ้านเมืองอย่างชัดเจน หากพฤติกรรมของพระสงฆ์เข้าข่ายทั้งความผิดทางวินัยและความผิดทางอาญา กระบวนการทั้งสองส่วนสามารถดำเนินควบคู่กันได้ โดยทางคณะสงฆ์อาจมีคำสั่งลาสิกขาหรือขาดจากความเป็นพระตามพระธรรมวินัย ขณะที่ความผิดทางอาญาจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยตรง

ในคดีล่าสุดมีการตรวจสอบพบการยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท มีการโอนเงินให้สีกา และพบเงินหมุนเวียนในบัญชีที่เกี่ยวข้องสูงถึง 385 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของบุคคล แต่ยังทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบภายในวัดว่า เงินจำนวนมหาศาลสามารถเคลื่อนไหวโดยไม่มีระบบเตือนหรือกลไกตรวจสอบที่เพียงพอได้อย่างไร

ด้าน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมถึงนิด้า ได้เสนอแนวทางให้มีกลไกตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อทำให้ระบบบัญชีและการใช้จ่ายเงินวัดมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่แค่เงินวัดมีมากแค่ไหน แต่คือ เงินที่ประชาชนถวายด้วยศรัทธาถูกนำไปใช้อย่างไร และประชาชนมีสิทธิรู้มากแค่ไหน

เมื่อคนไทยบริจาคเงินให้วัดปีละกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท ความโปร่งใสจึงไม่ควรเป็นเพียงเรื่องภายในวัด แต่ควรเป็นหลักประกันว่าเงินทุกบาทที่เกิดจากศรัทธาของประชาชน ถูกบริหารอย่างถูกต้อง มีระบบบัญชี มีผู้ตรวจสอบ และสามารถตอบคำถามต่อสังคมได้

เพราะการปกป้องศรัทธา อาจไม่ได้หมายถึงการปกป้ององค์กรจากการตรวจสอบ แต่คือการทำให้ เงินของศรัทธา ตรวจสอบได้ และความศรัทธาไม่ต้องอยู่บนความคลุมเครือ

related