ส.ก.วิพุธ โอดสภากทม.ตัดงบ 'หุ่นยนต์ดับเพลิง' ชี้เสียโอกาสปกป้องชีวิตคนหน้างาน

ส.ก.วิพุธ โอดสภากทม.ตัดงบ 'หุ่นยนต์ดับเพลิง' ชี้เสียโอกาสปกป้องชีวิตคนหน้างาน

สภากทม. มีมติ 26 ต่อ 23 ตัดงบหุ่นยนต์ดับเพลิงปี 70 เหลือเพียง 1 คัน ด้าน 'วิพุธ ศรีวะอุไร' ชี้เทคโนโลยีคือเกราะป้องกันนักดับเพลิง ไม่ควรแลกกับคำว่า “เอาไปลองใช้ก่อน”

SHORT CUT

  • ส.ก.วิพุธ ศรีวะอุไร วิจารณ์มติสภากทม.ที่ตัดงบประมาณจัดซื้อหุ่นยนต์ดับเพลิง 1 คัน ทำให้กรุงเทพฯ เหลือใช้งานเพียงคันเดียว
  • แสดงความกังวลว่าการมีหุ่นยนต์เพียง 1 คัน จะสร้างปัญหาด้านเวลาในการตอบสนองต่อเหตุเพลิงไหม้ที่ไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ได้อย่างทันท่วงที
  • ชี้ว่าหุ่นยนต์ไม่ได้มีไว้เพื่อทดแทนนักดับเพลิง แต่เป็นเครื่องมือเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ในสถานการณ์อันตราย เช่น ความร้อนสูง หรือพื้นที่เสี่ยงระเบิด
  • มองว่าการตัดงบครั้งนี้เป็นการเสียโอกาสในการสร้างเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งเพื่อปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานหน้างาน

สภากทม. มีมติ 26 ต่อ 23 ตัดงบหุ่นยนต์ดับเพลิงปี 70 เหลือเพียง 1 คัน ด้าน 'วิพุธ ศรีวะอุไร' ชี้เทคโนโลยีคือเกราะป้องกันนักดับเพลิง ไม่ควรแลกกับคำว่า “เอาไปลองใช้ก่อน”

15 กันยายน 'วิพุธ ศรีวะอุไร' สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตบางรัก โพสต์เฟซบุ๊ก หลังสภากรุงเทพมหานครมีมติ 26 ต่อ 23 เสียง ให้ปรับลดงบประมาณปี 2570 ในส่วนของการจัดซื้อ 'หุ่นยนต์สนับสนุนดับเพลิง' จำนวน 1 คัน วงเงิน 3.77 ล้านบาทออกไป ส่งผลให้กรุงเทพมหานครจะมีหุ่นยนต์กู้ภัยประเภทนี้เหลือใช้งานเพียงแค่คันเดียว

 

ส.ก.วิพุธ โอดสภากทม.ตัดงบ 'หุ่นยนต์ดับเพลิง' ชี้เสียโอกาสปกป้องชีวิตคนหน้างาน

 

 

วิพุธเปิดเผยว่า เหตุผลสำคัญที่ผู้สงวนความเห็นเสนอให้ตัดงบประมาณคือแนวคิดที่ว่า “เอาไปลองใช้ก่อนตัวหนึ่ง” ซึ่งแม้เขาจะเข้าใจเจตนาที่ต้องการให้พิสูจน์ความคุ้มค่าของเทคโนโลยี แต่ในความเป็นจริง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ชี้แจงในสภาแล้วว่า ก่อนการส่งมอบ หุ่นยนต์จะต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานและเงื่อนไขอย่างเข้มงวดเพื่อพิสูจน์ว่าใช้งานได้จริงอยู่แล้ว

ส.ก.วิพุธ โอดสภากทม.ตัดงบ 'หุ่นยนต์ดับเพลิง' ชี้เสียโอกาสปกป้องชีวิตคนหน้างาน

ประเด็นที่วิพุธกังวลมากกว่าจึงไม่ใช่การทดลองใช้ แต่เป็น เวลาในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หาก กทม. มีหุ่นยนต์เพียง 1 คัน จะเลือกประจำการที่ฝั่งพระนครหรือฝั่งธนบุรี และหากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในฝั่งตรงข้าม จะต้องใช้เวลาเคลื่อนย้ายกี่นาที รวมถึงเวลานั้นจะยังมีความหมายหรือทันต่อการระงับเหตุเพลิงไหม้หรือไม่ การบริหารความปลอดภัยจึงต้องมองให้ครอบคลุมความเสี่ยงของทั้งเมือง ไม่ใช่แค่พิจารณาว่าหนึ่งคันสามารถใช้การได้หรือไม่

วิพุธ ย้ำว่าอุปกรณ์พื้นฐานของนักดับเพลิง ไม่ว่าจะเป็นชุดป้องกัน ถุงมือ เครื่องช่วยหายใจ ไปจนถึงสวัสดิการ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ กทม. ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง 'การดูแลคน' กับ 'การลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยง' หุ่นยนต์ดับเพลิงไม่ได้มีไว้แทนนักดับเพลิง แต่ในสถานการณ์วิกฤต เช่น มีความร้อนสูง ควันหนาบดบังทัศนวิสัย พื้นที่เสี่ยงระเบิด หรือโครงสร้างไม่มั่นคง การส่งเครื่องจักรเข้าไปล่วงหน้าคือการสร้างชั้นของการป้องกันที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจหมายถึงชีวิตของเจ้าหน้าที่ 1 คนที่ได้กลับบ้านไปหาครอบครัว

 

“ในวันที่เกิดเพลิงไหม้ ประชาชนคือคนที่พยายามวิ่งออกจากพื้นที่อันตราย แต่นักดับเพลิงของเรา คือคนที่ต้องเดินเข้าไป วันนี้ผมเสียดายโอกาสจริงๆ ที่เราเสียโอกาสในการเพิ่ม อีกหนึ่งชั้นของความปลอดภัย ให้กับคนที่มีหน้าที่เดินเข้าไป”

 

วิพุธได้ฝากคำถามสำคัญถึงผู้บริหาร กทม. ว่า หลังจากนี้จะมีการวางแผนบริหารจัดการกำลังของหุ่นยนต์สนับสนุนดับเพลิงที่เหลือเพียง 1 คันอย่างไร เพื่อให้พร้อมใช้งานและสามารถช่วยเหลือประชาชนรวมถึงเจ้าหน้าที่หน้างานได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น

 

related