
SHORT CUT
ย้อนเกือบ 90 ปี ‘ที่ดินคลองเตย’ จากท่าเรือ–ชุมชนแออัด สู่ Smart Community, Smart Port และแผนย้ายท่าเรือ ทำไมสารพัดเมกะโปรเจกต์ยังไปไม่ถึงฝั่ง
กระทรวงคมนาคมยืนยันนโยบายที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าที่ดินคลองเตยไปตลอดกาล นั่นคือการย้ายท่าเรือคลองเตยไปรวมศูนย์กับท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเคลียร์พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาผืนใหญ่ราว 2,353 ไร่ สำหรับผุดเป็นย่านย่านพาณิชย์แห่งใหม่ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์เกือบ 90 ปีของที่ดินผืนนี้
ที่ดินผืนใหญ่ราว 2,353 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านคลองเตย เป็นกรรมสิทธิ์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) มาตั้งแต่มีการสร้างท่าเรือคลองเตยหรือท่าเรือกรุงเทพขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2480 เป็นท่าเรือสำคัญของกรุงเทพมหานคร อยู่ในความดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม ในช่วงที่มีการก่อสร้างท่าเรือระหว่างพ.ศ. 2481–2490 ความต้องการแรงงานจำนวนมากทำให้ กทท. ต้องหาทางรองรับคนงาน โดยพยายามแก้ปัญหาด้วยการรับเอาคนงานบางส่วนเข้าทำงานเป็นพนักงานการท่าเรือ และจัดสร้างบ้านพักเป็นห้องแถวริมถนนอาจณรงค์ แบ่งออกเป็นล็อกละ 8 ห้อง รวม 12 ล็อก
แต่ปัญหาคือพนักงานเหล่านี้ชักชวนแรงงานอพยพที่เข้ามาหางานกับฐานทัพอเมริกันให้ปลูกสร้างบ้านพักชั่วคราวแทรกตัวอยู่ด้านหลัง กลายเป็นที่มาของคำเรียก 'ล็อก' ที่ยังใช้เรียกชุมชนคลองเตยมาจนถึงทุกวันนี้
หลายหน่วยงานมีแผนพัฒนาคลองเตยอยู่หลายแผน หนึ่งในนั้นคือโครงการของ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กกท) ที่ต้องการเลือกพื้นที่ 58 ไร่จาก 2,353 ไร่ มาสร้างเป็นคอนโดมิเนียมสูง โครงการนี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2562 โดยตั้งเป้าว่าภายในปลายปี 2563 คำว่าสลัมคลองเตยจะหมดไป เปลี่ยนเป็นคลองเตยคอมมูนิตีหรือคลองเตยวิลเลจแทน และมีการเร่งรัดให้เริ่มตอกเข็มเร็วขึ้นจากแผนเดิมที่วางไว้ปี 2564
แต่แผนสะดุดเมื่อต้องเผชิญพิษโควิด-19 ทำให้แผนงานล่าช้าออกไป ทำให้ กทท. ต้องกลับมาทบทวนแผนเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ชาวชุมชน โดยคาดว่าจะตอกเสาเข็มครบทั้งโครงการได้ในปี 2578
อย่างไรก็ตาม จนถึงปี 2569 โครงการ Smart Community ยังไม่เริ่มก่อสร้างจริงตามกำหนดเดิมที่วางไว้ปี 2566-2568 แม้จะผ่านการทบทวนแผนมาแล้วโครงการนี้ยังคงอยู่ในสถานะรอความชัดเจน
ปลายปี 2567 เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร สั่งการให้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) จำนวน 2,353.2 ไร่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
วันที่ 21 มกราคม 2568 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทยฉบับใหม่ ซึ่งปรับปรุงบทบัญญัติเพื่อเพิ่มวัตถุประสงค์และอำนาจการดำเนินกิจการของ กทท. รวมถึงปรับองค์ประกอบคณะกรรมการให้เหมาะสมกับการบริหารงานที่คล่องตัวขึ้น จากนั้นต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กทท. เดินหน้าจัดทำแผนแม่บทยกระดับท่าเรือให้เป็น 'Smart & Green Port' โดยอ้างอิงโมเดลจากเมืองท่าโยโกฮามาของญี่ปุ่น เพื่อจัดพื้นที่เชิงพาณิชย์รองรับการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอพัฒนาที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา 17 ไร่ นอกแผนแม่บทเดิม ให้กลายเป็นศูนย์ช้อปปิ้งและแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำแห่งใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาต่อไปว่า หากมีการปิดท่าเรือคลองเตยและย้ายภารกิจไปยังท่าเรือแหลมฉบังเกิดขึ้นจริง แผนพัฒนาที่วางไว้ก่อนหน้านี้จะยังเดินหน้าต่อ ถูกปรับเปลี่ยน หรือถูกผนวกรวมเข้ากับแผนพัฒนาพื้นที่ฉบับใหม่ในรูปแบบใด
ทั้งนี้ทั้งนั้น กระทรวงคมนาคมส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า ท่าเรือกรุงเทพหรือท่าเรือคลองเตยกำลังจะปิดฉากลงภารกิจขนถ่ายสินค้าที่เคยเป็นหัวใจของพื้นที่แห่งนี้มาเกือบ 90 ปี จะถูกโอนย้ายไปรวมไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบังทั้งหมด เปิดทางให้ที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งในฐานะแหล่งสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ให้กับ กทท. ในระยะยาว กระนั้นการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ก็ไม่ได้ตัดขาดจากอดีตไปเสียทีเดียว เพราะยังมีการมอบหมายให้ประธานบอร์ดและรักษาการผู้อำนวยการ กทท. ไปพิจารณาว่าควรเก็บพื้นที่บางส่วนไว้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือชาวชุมชนแออัดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม ซึ่งต้องเผชิญกับการย้ายออกจากบ้านที่ผูกพันมานาน สูญเสียทั้งที่อยู่อาศัย วิถีชีวิต และแหล่งทำมาหากินดั้งเดิม แม้การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะมีข้อเสนอเยียวยา เช่น ให้ย้ายขึ้นอาคารชุดพักอาศัยแนวสูงในพื้นที่เดิม ย้ายไปอยู่ที่ดินผืนใหม่ย่านหนองจอก หรือรับเงินชดเชยกลับภูมิลำเนา แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้นในชีวิตใหม่ ขณะเดียวกัน แรงงานและผู้ประกอบการท้องถิ่นที่พึ่งพาเศรษฐกิจแบบโลจิสติกส์และท่าเรือ อย่างคนขับรถบรรทุกหรือพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ก็อาจต้องสูญเสียอาชีพเดิมไป แม้จะมีงานรูปแบบใหม่เกิดขึ้นทดแทน เช่น งานบริการ ท่องเที่ยว และการบริหารอาคาร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง