
SHORT CUT
เมื่อวิกฤตภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องปกติ กลุ่มศิลปินจึงเนรมิตรกระเป๋าที่แปลงร่างเป็นชูชีพได้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านภัยพิบัติใกล้ตัว
ทุกวันนี้ 'วิกฤตภูมิอากาศ' อาจกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับผู้คนในบางพื้นที่ แถมฝนก็ยังตกลงมาบ่อยแบบไม่เลือกเวลา จนกลายเป็นปัญหาน้ำทั่วอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นนี่จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เกิดไอเดียนำกระเป๋ามาทำเป็นเสื้อชูชีพ
ผลงานการออกแบบเชิงแนวคิดของกลุ่มศิลปินที่ใช้ชื่อในอินสตาแกรมว่า ‘lifeline.nyc’ ได้สร้างสรรค์ ‘กระเป๋าโท้ต’ (tote bag) ที่ซ่อนฟังก์ชันพิเศษสามารถแปลงร่างเป็น ‘เสื้อชูชีพ’ ได้เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉุกเฉิน
โดยในยามปกติมันคือกระเป๋าผ้าธรรมดา แต่ในยามฉุกเฉินผู้ใช้สามารถกางออกเป็นเสื้อกั๊ก สวมศีรษะ และดึงเชือกเพื่อพองลมได้ทันที
ผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มผู้สร้างได้เห็นผลกระทบของน้ำท่วมขังในระบบรถไฟใต้ดินของนครนิวยอร์ก ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่มีอายุมากมักรับมวลน้ำมหาศาลไม่ไหวจากภาวะพายุที่รุนแรงขึ้นตามวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนทำให้ผู้โดยสารบางครั้งต้องลุยน้ำลึกระดับเข่าหรือเกาะผนังเพื่อเอาตัวรอดผ่านสถานีที่น้ำท่วม
กลุ่มศิลปินชี้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึง ‘ความผิดเพี้ยนของยุคสมัย’ ที่ผู้คนเริ่มมองว่าความโกลาหลระดับดิสโทเปียเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตท่ามกลางควันไฟป่า คลื่นความร้อนที่รุนแรง หรือพายุเฮอร์ริเคน แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ในการปรับปรุงความยืดหยุ่นของระบบนับตั้งแต่พายุแซนดี้ในปี 2012 แล้วก็ตาม แต่วิกฤตการณ์ในลักษณะนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นได้ เช่น กรณีในประเทศจีนที่เคยเกิดเหตุน้ำทะลักท่วมอุโมงค์รถไฟใต้ดินจนมีผู้เสียชีวิต
สำหรับจุดประสงค์ของกลุ่มศิลปินนั้น ไม่ได้ต้องการทำออกมาเพื่อขายเป็นสินค้าจริง ๆ แต่ทำขึ้นเพื่อเป็นการ ‘ประท้วงเชิงสัญลักษณ์’ และกระตุ้นให้ผู้คนตั้งคำถามว่า เหตุใดมนุษย์จึงต้องดิ้นรนปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
'ฟิล เลอ บรุน' หนึ่งในผู้สร้างสรรค์โครงการนี้ ได้กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังผลงานดังกล่าวว่า “จุดเริ่มต้นทั้งหมดของสิ่งนี้คือ ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงต้องมีอยู่ด้วยตั้งแต่แรก”
นอกจากนี้ กาเบรียลา เมสตรินเนอร์ สถาปนิกผู้ร่วมโครงการยังได้เสริมว่า นักออกแบบอุตสาหกรรมมักจะพยายามมองหาวิธีแก้ปัญหาและทำราวกับว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ด้วยผลิตภัณฑ์หรือทางออกเพียงชิ้นเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงปัญหานี้มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับโครงสร้างที่ใหญ่กว่ามาก ซึ่งการแก้ไขที่แท้จริงต้องอาศัยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่
ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ท่ามกลางความรู้สึกที่ว่าระบบภาครัฐในปัจจุบันยังคงสวนทางกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้
ที่มา : Fast Company