
SHORT CUT
ฟ้องไม่ทัน ศาลต้องปล่อยตัว ไม่ใช่พ้นผิด เปิดข้อกฎหมาย ทำไมครบกำหนดฝากขัง 84 วันต้องปล่อยผู้ต้องหา และอัยการยังสามารถยื่นฟ้องภายหลังได้อย่างไร?
ทุกครั้งที่มีข่าวว่า ‘ตำรวจหรืออัยการส่งฟ้องไม่ทัน ศาลต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา’ มักเกิดคำถามตามมาว่า หากคดีมีความสำคัญ หรือผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร้ายแรง เหตุใดจึงต้องปล่อยตัวเพียงเพราะดำเนินการไม่ทันกำหนดเวลา และการปล่อยตัวเช่นนี้หมายความว่าผู้ต้องหาพ้นผิดแล้วหรือไม่?
ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 จากกรณีผู้ต้องหา 3 รายในคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ได้แก่ จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ ‘จ่าพิชิต’ อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์, นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ ‘ดร.วิน’ และ น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน
ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังถูกควบคุมตัวครบกำหนดฝากขังสูงสุด รวม 84 วัน เนื่องจากอัยการทำสำนวนส่งฟ้องไม่ทัน
อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวผู้ต้องหาในลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดลง หรือผู้ต้องหาพ้นผิดโดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับ ‘อำนาจในการควบคุมตัวบุคคลระหว่างดำเนินคดี’ ไม่ใช่การวินิจฉัยว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดหรือไม่ ทั้งสองเรื่องนี้เป็นคนละประเด็นกันอย่างชัดเจน
แล้วกฎหมายกำหนดระยะเวลาควบคุมตัวไว้อย่างไร เหตุใดจึงไม่สามารถขังผู้ต้องหาไว้จนกว่าจะฟ้อง และหลังได้รับการปล่อยตัวแล้ว กระบวนการยุติธรรมยังเดินหน้าต่อได้หรือไม่?
โดยทั่วไป ผู้ต้องหายังไม่ถือว่ามีความผิด เพราะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิด รัฐจึงไม่สามารถควบคุมตัวบุคคลไว้ได้อย่างไม่มีกำหนดระหว่างการสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ถูกจับได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยหลักแล้ว ผู้ถูกจับจะถูกควบคุมตัวไว้ได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง ก่อนต้องนำตัวไปขออำนาจศาลเพื่อฝากขัง หากมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวต่อ
ระยะเวลาฝากขังขึ้นอยู่กับอัตราโทษของคดี โดยกฎหมายกำหนดระยะเวลาฝากขังรวมสูงสุดแตกต่างกันตามความหนักเบาของโทษ ได้แก่
คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ แล้วทำไมอัยการไม่รีบฟ้องไปก่อน โดยเฉพาะคดีสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง?
คำตอบคือ การฟ้องคดีอาญาไม่ใช่แค่การนำตัวผู้ต้องหาไปขึ้นศาล แต่ต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิด เพราะสุดท้ายแล้ว ศาลจะตัดสินจากพยานหลักฐานในคดี ไม่ใช่จากกระแสสังคมหรือข่าวที่ปรากฏ
ในทางกลับกัน หากอัยการรีบฟ้องทั้งที่หลักฐานสำคัญยังไม่ครบถ้วน ก็อาจทำให้คดีมีน้ำหนักไม่เพียงพอจนศาลยกฟ้องได้ และหากคดีถึงที่สุดแล้ว การจะนำคดีเดียวกันกลับมาฟ้องอีกย่อมติดข้อจำกัดทางกฎหมาย
ดังนั้น การเร่งฟ้องเพียงเพื่อให้ทันเวลา โดยที่พยานหลักฐานยังไม่พร้อม จึงไม่ใช่ทางออกที่ดี
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การปล่อยตัวเพราะฟ้องไม่ทัน ไม่เท่ากับการที่ผู้ต้องหาบริสุทธิ์หรือพ้นผิด
การได้รับการปล่อยตัวในกรณีนี้หมายถึง รัฐไม่มีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อภายใต้ระยะเวลาฝากขังเดิมเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าคดีอาญาสิ้นสุดลง
ขณะเดียวกัน การที่อัยการฟ้องไม่ทันในช่วงฝากขัง ก็ไม่ใช่ ‘คำสั่งไม่ฟ้อง’ ของอัยการ เพราะเป็นคนละกระบวนการกัน
กล่าวอย่างง่ายคือ ‘ปล่อยตัว’ เป็นเรื่องของอำนาจในการควบคุมตัว ส่วน ‘ผิดหรือไม่ผิด’ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันในกระบวนการพิจารณาคดี
ปล่อยตัวแล้ว อัยการยังฟ้องได้หรือไม่?
หลังจากผู้ต้องหาถูกปล่อยตัวแล้ว กระบวนการยุติธรรมยังสามารถเดินหน้าต่อ ตำรวจยังรวบรวมพยานหลักฐานและทำสำนวนส่งให้อัยการได้ ขณะที่อัยการก็ยังสามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาล แม้ผู้ต้องหาจะไม่ได้ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำแล้วก็ตาม
เมื่อมีการยื่นฟ้อง ศาลสามารถออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหามาศาล และหากมีเหตุอันควร เช่น มีเหตุเชื่อว่าจะหลบหนี ศาลก็สามารถออกหมายจับเพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการได้
ตัวอย่างคดีในอดีตคือ คดีของ ‘จักรี’ ผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการครอบครองระเบิดปิงปองจากเหตุการณ์ชุมนุมบริเวณดินแดง
จักรีถูกฝากขังระหว่างสอบสวนจนครบ 84 วัน และได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 เนื่องจากอัยการยังไม่ได้ยื่นฟ้อง แต่ประมาณ 1 เดือนต่อมา อัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาล กระบวนการพิจารณาจึงดำเนินต่อไป และต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 4 ปี ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปี เนื่องจากรับสารภาพ
อีกกรณีคือ คดีของ ‘ทัตพงศ์ เขียวขาว’ ซึ่งถูกกล่าวหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์จากเหตุการณ์ชุมนุมบริเวณถนนราชปรารภ ทัตพงศ์ถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวนจนครบกำหนดฝากขัง 84 วัน และได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 เพราะอัยการยังทำสำนวนฟ้องไม่แล้วเสร็จ แต่เพียงประมาณ 3 สัปดาห์ต่อมา วันที่ 1 มีนาคม 2566 อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ศาลรับฟ้องและไม่อนุญาตให้ประกัน ทำให้เขากลับเข้าเรือนจำอีกครั้ง
ดังนั้น คดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ที่เพิ่งเป็นข่าว จึงไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวหลังครบกำหนดฝากขัง
จากนี้จึงต้องจับตาต่อไปว่า หลังการปล่อยตัว จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ ‘จ่าพิชิต’ นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ ‘ดร.วิน’ และ น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน แล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และอัยการจะมีความเห็นเกี่ยวกับคดีอย่างไร