
SHORT CUT
เจาะลึก 'ภาษีบาป' เงินบำรุงเหล้า-บุหรี่ปีละ 1.4 หมื่นล้าน หล่อเลี้ยง 4 กองทุนสุขภาพ กีฬา คนชรา และสื่อสาธารณะ เมื่อการเมืองจ่อดึงเข้าคลัง รื้อระบบใหม่จะโปร่งใส หรือทำลายอิสระ
หลายคนเข้าใจว่าเรื่องของเหล้าและบุหรี่เป็นเรื่องเฉพาะของ 'สายดื่ม-สายควัน' แต่ในความเป็นจริง เม็ดเงินที่เรียกกันติดปากว่า 'ภาษีบาป' ก้อนนี้ มีผลผูกพันกับชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน เพราะเงินจำนวนนี้ไม่ใช่ภาษีสรรพสามิตปกติที่หักแบ่งออกมา แต่เป็น 'เงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มเติม' ในอัตรา 1.5% – 2% โดยใช้ยอดภาษีสรรพสามิตสุรา และยาสูบเป็นฐานคำนวณ เพื่อส่งตรงไปหล่อเลี้ยงภารกิจเฉพาะด้าน ทั้งการป้องกันโรค กีฬา สวัสดิการคนชรา ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้เสียงของประชาชนผ่านสื่อสาธารณะ
ในแต่ละปี เม็ดเงินบำรุงก้อนนี้มีมูลค่ามหาศาลรวมกว่า 14,000 ล้านบาท โดยถูกจัดสรรส่งตรงตามกฎหมาย (Earmarked Tax) ไปยัง 4 องค์กรและกองทุนหลัก
เงินที่กระจายไปยังกองทุนต่าง ๆ ถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นสวัสดิการและคุณภาพชีวิต โดย สสส. นำไปใช้ในยุทธศาสตร์สร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงจากแอลกอฮอล์ บุหรี่ และส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ขณะที่กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ทำหน้าที่ผลักดันนักกีฬาไทยและพัฒนาระบบกีฬาอาชีพ และกองทุนผู้สูงอายุ นำเงินไปจัดสรรเป็นเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยโดยตรง ซึ่งถือเป็นตาข่ายรองรับทางสังคมที่สำคัญ
องค์กรที่ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดในศึกครั้งนี้คือ ไทยพีบีเอส ที่ได้รับเงินภาษีบาปปีละ 2,000 ล้านบาท และเมื่อรวมรายได้ค่าบริการโครงข่ายและดอกเบี้ย จะมีงบใช้จ่ายสูงถึง 2,600 – 2,800 ล้านบาทต่อปี แต่กลับเกิดคำถามเรื่องความคุ้มค่าอย่างรุนแรง เช่น กรณีที่นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ออกมาสะท้อนปัญหาองค์กรเทอะทะที่มีพนักงานเกือบ 1,300 คน แต่กลับจ้างบริษัทภายนอกผลิตรายการและจ้างพิธีกรราคาสูง รวมถึงการจ้างอดีตผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญเดือนละหลักแสน ตลอดจนประเด็นที่ สตง. ตรวจพบข้อกังขาเรื่องการเบิกจ่ายรถส่วนกลางและการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ฝ่ายปฏิรูปหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการรื้อระบบ
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่ถูกจุดชนวนโดย พรรคภูมิใจไทย (นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายศุภชัย ใจสมุทร) ที่เสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อยกเลิกกลไกการส่งตรงเงินบำรุง ตามนโยบายรัฐบาลข้อ 22.3 โดยอ้าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 (มาตรา 26 และ 82) เพื่อดึงเงินนอกงบประมาณปีละ 1.4 หมื่นล้านบาทนี้กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบความคุ้มค่าและจัดลำดับความสำคัญตามนโยบายรัฐได้ ขณะที่กรมสรรพสามิตระบุว่า จะใช้วิธีเพิ่มภาษีสรรพสามิตปกติทดแทนเพื่อให้ผู้ประกอบการจ่ายเท่าเดิมแต่นำเงินเข้าคลังทั้งหมด
ศึกครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองขั้วชัดเจน ฝ่ายสนับสนุนการปฏิรูป เช่น นายกรณ์ จาติกวณิช และ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ มองว่าการมีเงินไหลเข้าอัตโนมัติแบบไร้คู่แข่งสร้างภาวะขาดแรงกดดันในการปรับปรุงประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายเป็น Open Data ให้ประชาชนตรวจสอบได้จริง
ในทางกลับกัน ฝ่ายคัดค้าน เช่น ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ, นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ และนางทิชา ณ นคร ต่างเตือนว่า หากเปลี่ยนไปใช้ระบบของบประมาณรายปี องค์กรเหล่านี้จะถูกการเมืองแทรกแซงและตัดงบได้ง่าย อีกทั้งนางทิชา ยังชี้แจงว่างบก้อนใหญ่ของ สสส. ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรมก็เป็นผู้ขอรับไปใช้ด้วยเช่นกัน
สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ตั้งคำถามสำคัญ 4 ข้อที่รัฐบาลต้องตอบสังคมให้ชัดเจนก่อนจะเดินหน้ารื้อระบบ
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เช่น ศ.ดร.อธิภัทร มุสิตาเจริญ จากจุฬาฯ ชี้ว่าทางออกไม่จำเป็นต้องสุดโต่งแบบ 'ริบเงินคืนทั้งหมด' หรือรักษาระบบเดิมไว้ทั้งหมด แต่ควรหาจุดสมดุลใหม่ เช่น การประเมินผลสัมฤทธิ์เป็นรายกองทุน , การกำหนดรอบทบทวนเพดานเงินทุก 5 ปี และการสร้างเงื่อนไขแลกเปลี่ยน กล่าวคือหากองค์กรต้องการหลักประกันด้านเงินทุน ก็ต้องยกระดับความโปร่งใสให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองก็ต้องมีหลักประกันว่าจะไม่ใช้งบประมาณมาแทรกแซงความเป็นอิสระ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงิน 1.4 หมื่นล้านบาทนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาลหรือขององค์กรใด แต่เป็นเงินสาธารณะที่ต้องสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน
ที่มา : สภาองค์กรของผู้บริโภค