ไขปม 'ภาษีบาป' 1.4 หมื่นล้าน กระจายไปไหนบ้าง ศึกรื้อระบบใครได้-ใครเสีย

ไขปม 'ภาษีบาป' 1.4 หมื่นล้าน กระจายไปไหนบ้าง ศึกรื้อระบบใครได้-ใครเสีย

เจาะลึก 'ภาษีบาป' เงินบำรุงเหล้า-บุหรี่ปีละ 1.4 หมื่นล้าน หล่อเลี้ยง 4 กองทุนสุขภาพ กีฬา คนชรา และสื่อสาธารณะ เมื่อการเมืองจ่อดึงเข้าคลัง รื้อระบบใหม่จะโปร่งใส หรือทำลายอิสระ

SHORT CUT

  • ภาษีบาปคือเงินที่เก็บเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบปีละกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณแผ่นดิน
  • เงินจำนวนนี้ถูกจัดสรรโดยตรงไปยัง 4 องค์กรหลัก ได้แก่ สสส., กองทุนกีฬา, กองทุนผู้สูงอายุ และไทยพีบีเอส
  • ฝ่ายการเมืองนำโดยพรรคภูมิใจไทยเสนอให้ยกเลิกการจัดสรรเงินโดยตรง และดึงเงินทั้งหมดกลับเข้าระบบงบประมาณปกติเพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบ
  • เกิดการโต้เถียงระหว่างฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ กับฝ่ายที่คัดค้านเพราะกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองและกระทบความเป็นอิสระ
  • ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่าในการใช้งบ 2,000 ล้านบาทต่อปีมากที่สุด และเป็นชนวนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการรื้อระบบ

เจาะลึก 'ภาษีบาป' เงินบำรุงเหล้า-บุหรี่ปีละ 1.4 หมื่นล้าน หล่อเลี้ยง 4 กองทุนสุขภาพ กีฬา คนชรา และสื่อสาธารณะ เมื่อการเมืองจ่อดึงเข้าคลัง รื้อระบบใหม่จะโปร่งใส หรือทำลายอิสระ

หลายคนเข้าใจว่าเรื่องของเหล้าและบุหรี่เป็นเรื่องเฉพาะของ 'สายดื่ม-สายควัน' แต่ในความเป็นจริง เม็ดเงินที่เรียกกันติดปากว่า 'ภาษีบาป' ก้อนนี้ มีผลผูกพันกับชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน เพราะเงินจำนวนนี้ไม่ใช่ภาษีสรรพสามิตปกติที่หักแบ่งออกมา แต่เป็น 'เงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มเติม' ในอัตรา 1.5% – 2% โดยใช้ยอดภาษีสรรพสามิตสุรา และยาสูบเป็นฐานคำนวณ เพื่อส่งตรงไปหล่อเลี้ยงภารกิจเฉพาะด้าน ทั้งการป้องกันโรค กีฬา สวัสดิการคนชรา ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้เสียงของประชาชนผ่านสื่อสาธารณะ

เปิดขุมทรัพย์ 1.4 หมื่นล้านบาท เช็กเส้นทางเงิน ไหลไปที่ไหนบ้าง

ในแต่ละปี เม็ดเงินบำรุงก้อนนี้มีมูลค่ามหาศาลรวมกว่า 14,000 ล้านบาท โดยถูกจัดสรรส่งตรงตามกฎหมาย (Earmarked Tax) ไปยัง 4 องค์กรและกองทุนหลัก 

  1. สสส. (จัดเก็บเพิ่ม 2%): ได้รับราว 4,000 ล้านบาทต่อปี 
  2. กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (จัดเก็บเพิ่ม 2%): ได้รับราว 4,000 ล้านบาทต่อปี 
  3. กองทุนผู้สูงอายุ (จัดเก็บเพิ่ม 2%): ได้รับราว 4,000 ล้านบาทต่อปี 
  4. ไทยพีบีเอส (จัดเก็บเพิ่ม 1.5%): มีเพดานกำหนดไว้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี

ภารกิจ 'สร้างนำซ่อม' สสส. กีฬา และเบี้ยยังชีพคนชรา คืนอะไรให้สังคม

เงินที่กระจายไปยังกองทุนต่าง ๆ ถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นสวัสดิการและคุณภาพชีวิต โดย สสส. นำไปใช้ในยุทธศาสตร์สร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงจากแอลกอฮอล์ บุหรี่ และส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ขณะที่กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ทำหน้าที่ผลักดันนักกีฬาไทยและพัฒนาระบบกีฬาอาชีพ และกองทุนผู้สูงอายุ นำเงินไปจัดสรรเป็นเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยโดยตรง ซึ่งถือเป็นตาข่ายรองรับทางสังคมที่สำคัญ

สปอตไลต์ส่อง 'ไทยพีบีเอส' เงินสื่อสาธารณะ 2,000 ล้าน กับวิกฤตความคุ้มค่า

องค์กรที่ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดในศึกครั้งนี้คือ ไทยพีบีเอส ที่ได้รับเงินภาษีบาปปีละ 2,000 ล้านบาท และเมื่อรวมรายได้ค่าบริการโครงข่ายและดอกเบี้ย จะมีงบใช้จ่ายสูงถึง 2,600 – 2,800 ล้านบาทต่อปี แต่กลับเกิดคำถามเรื่องความคุ้มค่าอย่างรุนแรง เช่น กรณีที่นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ออกมาสะท้อนปัญหาองค์กรเทอะทะที่มีพนักงานเกือบ 1,300 คน แต่กลับจ้างบริษัทภายนอกผลิตรายการและจ้างพิธีกรราคาสูง รวมถึงการจ้างอดีตผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญเดือนละหลักแสน ตลอดจนประเด็นที่ สตง. ตรวจพบข้อกังขาเรื่องการเบิกจ่ายรถส่วนกลางและการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ฝ่ายปฏิรูปหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการรื้อระบบ 

ชนวนศึกรื้อระบบ ทำไมฝ่ายการเมืองถึงต้องการกวาดเงินกลับเข้าคลัง 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่ถูกจุดชนวนโดย พรรคภูมิใจไทย (นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายศุภชัย ใจสมุทร) ที่เสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อยกเลิกกลไกการส่งตรงเงินบำรุง ตามนโยบายรัฐบาลข้อ 22.3 โดยอ้าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 (มาตรา 26 และ 82) เพื่อดึงเงินนอกงบประมาณปีละ 1.4 หมื่นล้านบาทนี้กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบความคุ้มค่าและจัดลำดับความสำคัญตามนโยบายรัฐได้ ขณะที่กรมสรรพสามิตระบุว่า จะใช้วิธีเพิ่มภาษีสรรพสามิตปกติทดแทนเพื่อให้ผู้ประกอบการจ่ายเท่าเดิมแต่นำเงินเข้าคลังทั้งหมด

 

วิวาทะสองขั้ว วินัยการเงินการคลัง ปะทะ เกราะคุ้มกันความเป็นอิสระ

ศึกครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองขั้วชัดเจน ฝ่ายสนับสนุนการปฏิรูป เช่น นายกรณ์ จาติกวณิช และ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ มองว่าการมีเงินไหลเข้าอัตโนมัติแบบไร้คู่แข่งสร้างภาวะขาดแรงกดดันในการปรับปรุงประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายเป็น Open Data ให้ประชาชนตรวจสอบได้จริง

ในทางกลับกัน ฝ่ายคัดค้าน เช่น ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ, นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ และนางทิชา ณ นคร ต่างเตือนว่า หากเปลี่ยนไปใช้ระบบของบประมาณรายปี องค์กรเหล่านี้จะถูกการเมืองแทรกแซงและตัดงบได้ง่าย อีกทั้งนางทิชา ยังชี้แจงว่างบก้อนใหญ่ของ สสส. ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรมก็เป็นผู้ขอรับไปใช้ด้วยเช่นกัน

4 คำถามคาใจ ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนระบบ ใครจะรับประกัน

สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ตั้งคำถามสำคัญ 4 ข้อที่รัฐบาลต้องตอบสังคมให้ชัดเจนก่อนจะเดินหน้ารื้อระบบ

  1. ไม่คุ้มค่าตรงไหน มีผลประเมินที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ว่าการใช้เงินที่ผ่านมาล้มเหลว 
  2. ระบบใหม่ดีกว่าอย่างไร การนำเข้าสู่ระบบงบประมาณรายปีจะเพิ่มประสิทธิภาพและตรวจสอบได้ดีขึ้นจริงหรือ 
  3. เงินทดแทนจะเพียงพอหรือไม่ หากเปลี่ยนระบบแล้ว งบประมาณที่จัดสรรกลับมาจะเพียงพอต่อภารกิจเดิมหรือไม่ หรือจะกระทบต่อสวัสดิการประชาชน 
  4. ใครจะรับประกันความเป็นอิสระและความต่อเนื่อง โดยเฉพาะสื่อสาธารณะ จะมีเกราะป้องกันใดไม่ให้งบประมาณกลายเป็นเครื่องมือต่อรองหรือปิดปากการตรวจสอบรัฐบาล

ความคุ้มค่าของเงินแผ่นดินที่ไร้เงาการเมือง

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เช่น ศ.ดร.อธิภัทร มุสิตาเจริญ จากจุฬาฯ ชี้ว่าทางออกไม่จำเป็นต้องสุดโต่งแบบ 'ริบเงินคืนทั้งหมด' หรือรักษาระบบเดิมไว้ทั้งหมด แต่ควรหาจุดสมดุลใหม่ เช่น การประเมินผลสัมฤทธิ์เป็นรายกองทุน , การกำหนดรอบทบทวนเพดานเงินทุก 5 ปี และการสร้างเงื่อนไขแลกเปลี่ยน กล่าวคือหากองค์กรต้องการหลักประกันด้านเงินทุน ก็ต้องยกระดับความโปร่งใสให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองก็ต้องมีหลักประกันว่าจะไม่ใช้งบประมาณมาแทรกแซงความเป็นอิสระ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงิน 1.4 หมื่นล้านบาทนี้ไม่ใช่เงินของรัฐบาลหรือขององค์กรใด แต่เป็นเงินสาธารณะที่ต้องสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน

ที่มา : สภาองค์กรของผู้บริโภค

 

related