จากลูกหนี้สู่เจ้าหนี้ ย้อน 77 ปี ความสัมพันธ์ ‘ไทย–IMF’

จากลูกหนี้สู่เจ้าหนี้ ย้อน 77 ปี ความสัมพันธ์ ‘ไทย–IMF’

จากวันที่ไทยต้องกู้ IMF ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ สู่วันที่ชำระหนี้หมดและร่วมสนับสนุนเงินช่วยประเทศอื่น ย้อนเส้นทาง 77 ปี ก่อนกลับมาเป็นเจ้าภาพประชุม IMF อีกครั้ง

SHORT CUT

  • ไทยเข้าเป็นสมาชิก IMF ตั้งแต่ปี 2492 และเคยขอความช่วยเหลือทางการเงินรวม 5 ครั้ง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันจนถึงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 Markdown ที่วาง
  • ไทยชำระหนี้จากวิกฤตปี 2540 ครบก่อนกำหนดในปี 2546 ก่อนที่ฐานะการเงินจะแข็งแกร่งขึ้น และไทยเข้าร่วมกลไก NAB ซึ่งเปิดทางให้ IMF ยืมเงินจากไทยไปช่วยประเทศสมาชิกอื่นได้ Markdown ที่วาง
  • ปี 2569 ไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank Annual Meetings เป็นครั้งที่ 2 สะท้อนบทบาทที่เปลี่ยนไป พร้อมสร้างโอกาสด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการแสดงศักยภาพของไทยต่อเวทีโล

จากวันที่ไทยต้องกู้ IMF ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ สู่วันที่ชำระหนี้หมดและร่วมสนับสนุนเงินช่วยประเทศอื่น ย้อนเส้นทาง 77 ปี ก่อนกลับมาเป็นเจ้าภาพประชุม IMF อีกครั้ง

ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 กรุงเทพมหานครกำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกอีกครั้ง เมื่อประเทศไทยรับหน้าที่เจ้าภาพการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้นำสถาบันการเงินจากทั่วโลกจะเดินทางมารวมตัวกันในเมืองหลวงของไทยพร้อมกัน

นี่คือการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยอีกครั้งในรอบ 35 ปี หลังจากที่เคยจัดการประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นช่วงที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพิ่งเปิดใช้งานและเศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวอย่างร้อนแรง โดยการประชุมปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศสมาชิก ไม่เพียงเฉพาะผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังรวมถึงผู้บริหารสถาบันการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม

อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ชื่อ ‘IMF’ เคยเป็นคำที่คนไทยจดจำคู่กับ ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ และ ‘หนี้’ ตลอดความสัมพันธ์เกือบ 8 ทศวรรษ ไทยเคยขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ถึง 5 ครั้ง ก่อนจะชำระหนี้ได้หมดสิ้น และในเวลาต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมสมทบทรัพยากรทางการเงินให้ IMF นำไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกอื่น

บทความนี้ SPRiNG ขอพาย้อนดูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ IMF ตลอด 77 ปีที่ผ่านมา ก่อนมาถึงวันที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมในปีนี้

อาคารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  19th Street NW กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

IMF คืออะไร และก่อตั้งขึ้นมาทำไม?

IMF หรือ International Monetary Fund ในภาษาไทยเรียกว่า ‘กองทุนการเงินระหว่างประเทศ’ ถือกำเนิดจากการประชุมที่เบรตตัน วูดส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2487 (ค.ศ. 1944) ขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่สิ้นสุด ตัวแทนจาก 44 ประเทศมารวมกันเพื่อออกแบบระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ทั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ การแข่งกันลดค่าเงินเพื่อเอาเปรียบทางการค้า และกำแพงภาษีที่ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจโลกทรุดลง ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่ามีส่วนปูทางสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ ผู้ร่วมประชุมจึงต้องการกลไกร่วมกันที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ

ปัจจุบัน IMF มีสมาชิก 191 ประเทศ และมีภารกิจหลักสี่ด้าน ด้านแรกคือการติดตามเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกและเศรษฐกิจโลก พร้อมให้คำแนะนำเชิงนโยบาย ด้านที่สองคือการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ ด้านที่สามคือการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สมาชิกที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงิน และด้านสุดท้ายคือการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการคลังและธนาคารกลางของประเทศต่างๆ

หลายคนอาจมองว่า IMF คือ ‘เจ้าหนี้’ ที่เข้ามาช่วยประเทศเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งก็ถูกต้องเพียงส่วนหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้ว IMF เปรียบเหมือน ‘กองกลาง’ ที่ประเทศสมาชิกทั่วโลกร่วมกันนำเงินมาสมทบ โดยแต่ละประเทศจ่ายมากน้อยต่างกันตามขนาดเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า ‘โควตา’

เมื่อประเทศสมาชิกเผชิญปัญหาเศรษฐกิจหรือขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากกองกลางนี้ได้ ไทยเป็นสมาชิก IMF มายาวนาน และเคยอยู่ทั้งสองด้านของระบบ ตั้งแต่วันที่ต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF ไปจนถึงวันที่ไทยมีส่วนร่วมสนับสนุนเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกอื่น

ไทยเป็นสมาชิก IMF มาก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง 

ไทยเข้าเป็นสมาชิก IMF เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2492 หรือเมื่อ 77 ปีก่อน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า นับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิก ไทยเคยขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF ผ่านโครงการที่เรียกว่า Stand-By Arrangement รวม 5 ครั้ง วงเงินที่ได้รับอนุมัติรวม 4,431 ล้าน SDR

Stand-By Arrangement เปรียบเหมือน ‘วงเงินฉุกเฉิน’ ที่ IMF เตรียมไว้ให้ประเทศสมาชิก เมื่อประเทศนั้นประสบปัญหาเศรษฐกิจหรือขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ โดยสามารถทยอยเบิกเงินมาใช้ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่ตกลงกัน พร้อมกับต้องดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจตามแผนที่ตกลงไว้กับ IMF

ส่วน SDR หรือ Special Drawing Rights ไม่ใช่สกุลเงินเหมือนเงินบาทหรือดอลลาร์ แต่เป็น ‘หน่วยกลาง’ ที่ IMF ใช้กำหนดมูลค่าทางการเงินระหว่างประเทศสมาชิก โดยมูลค่าของ SDR คำนวณจากตะกร้าเงินสกุลสำคัญของโลก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หยวน เยน และปอนด์อังกฤษ

 

การกู้ IMF 5 ทั้ง 5 ครั้งของรัฐบาลไทย

จากลูกหนี้สู่เจ้าหนี้ ย้อน 77 ปี ความสัมพันธ์ ‘ไทย–IMF’

ครั้งที่ 1 ปี 2521 — รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2521 ไทยได้รับอนุมัติวงเงินจาก IMF จำนวน 45.25 ล้าน SDR และเบิกใช้เต็มจำนวน

ในเวลานั้นประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาราคาพลังงานหลังวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ไทยซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันการใช้จ่ายของภาครัฐเพิ่มขึ้น ทำให้การขาดดุลภาครัฐและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น

จากลูกหนี้สู่เจ้าหนี้ ย้อน 77 ปี ความสัมพันธ์ ‘ไทย–IMF’

ครั้งที่ 2 ปี 2524  รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

เพียงประมาณ 3 ปีต่อมา ไทยต้องกลับไปขอความช่วยเหลือจาก IMF อีกครั้ง เดือนมิถุนายน 2524 IMF อนุมัติวงเงิน Stand-By Arrangement จำนวน 814.5 ล้าน SDR แต่ไทยเบิกใช้จริง 345 ล้าน SDR

คราวนี้สถานการณ์หนักขึ้นจาก ‘วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2’ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2522-2523 ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ไทยยังพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในระดับสูง จึงต้องใช้เงินตราต่างประเทศจำนวนมากเพื่อซื้อพลังงาน

ปัญหาไม่ได้มีเพียงราคาน้ำมัน เพราะเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ราคาสินค้าเกษตรที่ไทยส่งออก โดยเฉพาะข้าว ลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยโลกเพิ่มสูงขึ้น IMF ประเมินว่าแรงกระแทกจากภายนอกระหว่างปี 2522-2525 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและราคาสินค้าส่งออกที่ลดลง

ไทยต้อง ‘จ่ายแพงขึ้น’ สำหรับสินค้าที่นำเข้า โดยเฉพาะน้ำมัน แต่กลับ ‘หาเงินจากการส่งออกได้ยากขึ้น’ จึงเกิดปัญหาขาดดุลและเงินตราต่างประเทศตามมา

ครั้งที่ 3 ปี 2525  รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ครั้งนี้ยังอยู่ภายใต้รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และเป็นผลต่อเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจช่วงต้นทศวรรษ 1980 ทั้งเศรษฐกิจโลกซบเซา ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ดอกเบี้ยต่างประเทศสูง และภาระหนี้ต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น

ในช่วงดังกล่าว ไทยมีทั้งปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หนี้ต่างประเทศเพิ่ม และเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อนหน้า IMF ระบุว่าช่วงปี 2516-2528 เป็นหนึ่งในช่วงที่ยากลำบากทางเศรษฐกิจของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันถึงสองครั้งและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น การกู้ครั้งที่ 2 และ 3 จึงสามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือ ‘วิกฤตเศรษฐกิจชุดเดียวกัน’ ที่ลากยาวจากวิกฤตน้ำมันเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในช่วงต้นทศวรรษ 1980 

ครั้งที่ 4 ปี 2528 รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

เดือนมิถุนายน 2528 ไทยได้รับอนุมัติ Stand-By Arrangement จาก IMF อีก 400 ล้าน SDR แต่เบิกใช้จริง 260 ล้าน SDR

แม้ราคาน้ำมันจะไม่ใช่ปัญหาเดียวเหมือนช่วงก่อนหน้า แต่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการปรับตัวจากความไม่สมดุลที่สะสมมา ทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ภาระหนี้ การขาดดุลภาครัฐ และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก

ช่วงนี้จึงเป็นเหมือนปลายทางของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1980 รัฐบาลใช้นโยบายรัดเข็มขัดทางการคลัง ควบคุมสินเชื่อ และปรับค่าเงินบาท ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวและเข้าสู่ช่วงขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา

จากลูกหนี้สู่เจ้าหนี้ ย้อน 77 ปี ความสัมพันธ์ ‘ไทย–IMF’

ครั้งที่ 5 ปี 2540  รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และวิกฤตต้มยำกุ้ง

นี่คือครั้งที่คนไทยจดจำได้มากที่สุด โดย วันที่ 20 สิงหาคม 2540 IMF อนุมัติ Stand-By Arrangement ให้ไทยวงเงิน 2,900 ล้าน SDR หรือประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น โดยท้ายที่สุดไทยเบิกใช้จาก IMF 2,500 ล้าน SDR

วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หลังเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีก่อนหน้า เงินทุนต่างชาติไหลเข้าจำนวนมาก ภาคเอกชนกู้เงินจากต่างประเทศสูง เกิดฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์และความเปราะบางในระบบสถาบันการเงิน ขณะที่ไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง

เมื่อความเชื่อมั่นลดลง เงินทุนเริ่มไหลออก เงินบาทถูกโจมตีอย่างหนัก และทุนสำรองระหว่างประเทศถูกใช้ไปในการพยายามรักษาค่าเงินบาท จนวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ไทยต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนและปล่อยให้เงินบาทเคลื่อนไหวตามตลาด ค่าเงินบาทจึงอ่อนลงอย่างรุนแรง

ไทยจึงขอความช่วยเหลือจาก IMF เพื่ออุดช่องว่างด้านดุลการชำระเงินและฟื้นฟูทุนสำรองระหว่างประเทศ โดย IMF เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่มีทั้งประเทศต่างๆ ธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชียเข้าร่วมด้วย

ไทยปิดบัญชีหนี้ IMF ก่อนกำหนด

หลังผ่านช่วงเวลายากลำบาก เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น ระบบสถาบันการเงินได้รับการปรับโครงสร้าง และฐานะด้านต่างประเทศของประเทศแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประเทศไทยชำระหนี้คงเหลือภายใต้โครงการปี 2540 ให้ IMF ครบทั้งหมด โดยการชำระงวดสุดท้ายอยู่ที่ 68.75 ล้าน SDR หรือประมาณ 96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่สำคัญคือ ไทยชำระคืนก่อนกำหนดเดิม เพราะตามแผนการชำระเงินกู้จาก IMF งวดสุดท้ายมีกำหนดสิ้นสุดในปี 2547 วันนั้นจึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก เพราะประเทศที่ต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF ท่ามกลางวิกฤตเมื่อปี 2540 สามารถปิดบัญชีหนี้ก้อนดังกล่าวได้สำเร็จในอีกเพียง 6 ปีต่อมา และเร็วกว่ากำหนดเดิมหนึ่งปี

จากลูกหนี้ สู่เจ้าหนี้ IMF

เรื่องราวของไทยกับ IMF ไม่ได้จบลงหลังจากชำระหนี้หมด เพราะหลายปีต่อมา ฐานะทางการเงินของไทยแข็งแกร่งขึ้น จนบทบาทค่อยๆ เปลี่ยนจากประเทศที่เคยขอความช่วยเหลือจาก IMF มาเป็นประเทศที่สามารถเตรียมเงินไว้ให้ IMF นำไปช่วยประเทศอื่นเมื่อเกิดวิกฤต

หนึ่งในช่องทางสำคัญเรียกว่า New Arrangements to Borrow หรือ NAB พูดง่ายๆ คือ ประเทศสมาชิกกลุ่มหนึ่งตกลงกันว่า หากวันหนึ่ง IMF ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อช่วยประเทศที่กำลังประสบวิกฤต และเงินกองกลางมีไม่เพียงพอ ประเทศเหล่านี้พร้อมให้ IMF ยืมเงินเพิ่มเติม ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วม

ตัวอย่างเช่น ณ สิ้นปี 2555 ไทยเตรียมวงเงินไว้ให้ IMF สามารถเรียกใช้ผ่าน NAB ได้สูงสุด 340 ล้าน SDR และในช่วงนั้น IMF นำเงินส่วนหนึ่งของไทยไปใช้จริงประมาณ 40.2 ล้าน SDR

ต่อมาไทยเพิ่มวงเงินที่พร้อมสนับสนุน IMF มากขึ้น โดยข้อมูลเดือนกันยายน 2569 ระบุว่า ไทยมีวงเงินภายใต้ NAB จำนวน 680 ล้าน

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของไทย จากประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF สู่ประเทศที่มีศักยภาพมากพอที่จะร่วมจัดหาแหล่งเงินให้ IMF นำไปช่วยเหลือประเทศอื่นเมื่อเกิดวิกฤต นับเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของฐานะทางเศรษฐกิจไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

จากลูกหนี้สู่เจ้าหนี้ ย้อน 77 ปี ความสัมพันธ์ ‘ไทย–IMF’

ไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF นับเป็นก้าวสำคัญของประเทศ 

ในปี 2569 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ IMF เดินทางมาถึงอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ เมื่อประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ต่อจากครั้งแรกเมื่อปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน และไทยยังเป็นเพียงประเทศที่ 3 นอกสหรัฐอเมริกาที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีมากกว่าหนึ่งครั้ง

ผลประโยชน์แรกที่เห็นได้ทันทีคือ ‘เม็ดเงิน’ จากผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนที่เดินทางเข้าประเทศ ทั้งค่าโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การท่องเที่ยว และบริการต่างๆ ซึ่งสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรงในช่วงการประชุม และกระจายไปยังธุรกิจจำนวนมากทั้งโรงแรม ผู้ให้บริการขนส่ง ธุรกิจจัดงาน และร้านค้าในพื้นที่

แต่ผลประโยชน์ที่อาจมีมูลค่ามากกว่าคือการที่ประเทศไทยได้พื้นที่อยู่กลางสายตาของผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนระดับโลก การมีรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และภาคธุรกิจจากทั่วโลกมาอยู่ในกรุงเทพฯ พร้อมกัน เปิดโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ รวมถึงสร้างเครือข่ายและผลักดันประเด็นที่ไทยและภูมิภาคให้ความสำคัญเข้าสู่วงสนทนาระดับโลก

ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่า การเป็นเจ้าภาพทำให้ไทยมีบทบาทในการขับเคลื่อนและอำนวยความสะดวกต่อวาระและการหารือนโยบายระดับโลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสแสดงศักยภาพของประเทศในการจัดประชุมนานาชาติขนาดใหญ่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

 

 

 

 

 

 

 

related