
วิธี ‘หยุด’ ไม่ให้สื่อพูดถึงสิ่งผิดปกติ ได้พัฒนาไปอีกขึ้น จากคดี SLAPP ไปสู่การปิดปากอย่างเป็นระบบ ..โดยไม่จำเป็นต้องฟ้อง เราจะหลุดจาก 'วงจรปีศาจ' นี้ได้อย่างไร ?
แปลกใจไหมที่หลายครั้ง เมื่ออ่านข่าวแล้วเจอคำบอกใบ้เต็มไปหมดราวกับเล่นเกมปริศนา “สถานที่แห่งหนึ่ง” “บริษัทแห่งหนึ่ง” “คน ๆ หนึ่ง” แทนที่จะให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ตามหลักพื้นฐานในการเขียนข่าว 5W1H
นี่คือผลกระทบจากการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว หรือ Chilling Effect ซึ่งแผ่ซ่านครอบคลุมวงการสื่อมวลชนไทย จนกำลังกลายเป็น ‘บรรทัดฐานที่มองไม่เห็น’ ในการทำงานข่าว ที่ต่อเนื่องจากวิกฤตการฟ้องคดีปิดปาก SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่เกิดขึ้นถี่ยิบในช่วงหลายปีหลัง
ทำให้จากเดิมที่สื่อมวลชนเคยทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้าบ้าน (Watchdog) ตรวจสอบการใช้อำนาจ และปกป้องประโยชน์สาธารณะ วันนี้กลับต้อง ‘เซ็นเซอร์ตัวเอง’ (Self-censorship) ไปจนถึงการตัดใจถอนตัวจากข่าวสืบสวนสอบสวน เพียงเพราะหวั่นเกรงการถูกฟ้องร้อง การถูกตัดงบโฆษณา หรือการสร้างความเหินห่างกับสปอนเซอร์
ชวนให้ตั้งคำถามว่า เมื่อสื่อไทยทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพจากแรงกดดันทั้งทางกฎหมาย เศรษฐกิจ และการเมือง สังคมไทยต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
และเราจะออกจาก ‘วงจรปีศาจ’ นี้ได้อย่างไร
‘กลัว’ และ ‘เหนื่อยล้า’ ทำให้หลายสื่อเลือกทางปลอดภัย
ในฐานะอดีต บก.บห.สำนักข่าวประชาไทผู้เคยตกเป็นจำเลยในคดี SLAPP เพียงลำพัง เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.สายสื่อมวลชน และกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ฉายภาพจริงของกระบวนการข่มขู่ที่ล้ำหน้าไปไกลกว่าชั้นศาล
เขาอธิบายว่า การฟ้องคดีปิดปากในปัจจุบัน เริ่มต้นตั้งแต่วิธีการส่งหนังสือเตือน หรือ Notice จากสำนักงานทนายความของกลุ่มทุนใหญ่ไปยังกองบรรณาธิการ ซึ่งระยะหลังไม่ได้อ้างเพียงแค่ข้อหาหมิ่นประมาททางแพ่งและอาญาเท่านั้น แต่ยังนำข้อหาใน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือข้อหาบุกรุก มาเป็นเครื่องมือใหม่ในการขัดขวางการสืบหาความจริงเชิงสืบสวน
กลไกเหล่านั้น ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยทางจิตวิทยาของคนทำงานสื่อ 2 ประการ คือ ‘ความกลัว’ และ ‘ความเหนื่อยล้า’
"คนทำงานสื่อมี 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ กลัวคดี กลัวติดคุก กลัวโดนปรับ และความเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ต่อกระบวนการยุติธรรมที่ลากยาว และสร้างภาระมหาศาล เพราะกระบวนการมันลากยาวตั้งแต่พนักงานสอบสวน อัยการ จนถึงชั้นศาล ต้องทำเรื่องประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และขึ้นศาลนับครั้งไม่ถ้วน มันกลายเป็นการลงโทษคนทำงานไปแล้วตั้งแต่ยังไม่มีคำพิพากษา"
จากปัจจัยข้างต้น นำไปสู่วัฒนธรรมที่ สว.เทวฤทธิ์ใช้คำว่า “ไหว้สวย รวยกระเช้า” เมื่อผู้บริหารสื่อจำนวนมากเลือกตัดปัญหาด้วยการลบข่าว หรือลงแถลงการณ์ขอโทษ ทั้ง ๆ ที่ เนื้อหาดังกล่าว ‘ถูกต้อง’ และเป็นประโยชน์ ‘ต่อสาธารณะ’
เมื่อสื่อมวลชนถอยร่น เพดานการนำเสนอข่าวสารในสังคมไทยจึงลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
ข่าวเจาะลึกโครงสร้างอำนาจ การทุจริตคอร์รัปชัน และการสืบสวนผลประโยชน์ทับซ้อนหายไป ถูกแทนที่ด้วยข่าวเชิงดราม่าส่วนบุคคล ข่าวเชิงความสัมพันธ์ชู้สาว หรือข่าวบันเทิงที่แฝงตัวมาในคราบข่าวสืบสวน เพราะเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’
ขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้มีอำนาจก็เรียนรู้ที่จะรับมือด้วยกลยุทธ์ ‘แกล้งตาย’ เลือกนิ่งเฉยไม่ตอบคำถาม รอให้กระแสสังคมซาลง เมื่อสื่อไม่กล้าติดตามเจาะลึกต่อจนถึงที่สุด หลายครั้งก็ทำให้ผู้กระทำผิดลอยนวล
“ผมยกตัวอย่างเคสปลาหมอคางดำระบาด เห็นได้ชัดเลยว่า การนำเสนอข่าวของสื่อหลายแห่งไปไม่ถึงผู้ทำให้เกิดการระบาด มันเลยทำให้เราไม่สามารถพูดได้อย่างตรงไปตรงมา ท้ายที่สุด ผู้รับสารก็ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลได้ทั้งกระบวนการ” สว.เทวฤทธิ์กล่าว
ผลกระทบที่ ‘นับไม่ได้’ เมื่อข่าวสารที่ควรมีกลับหายไป
ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการด้านวารสารศาสตร์ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ขยายให้เห็นถึงผลกระทบของวิชาชีพสื่อที่เป็นผลจาก SLAPP (การฟ้องคดีปิดปาก) โดยเขาบอกว่าหากพูดถึง SLAPP คนมักมองแค่มิติของโจทย์-จำเลย แต่จริง ๆ แล้ว SLAPP ไม่ใช่แค่เรื่องคดีความระหว่างคู่กรณี 2 ฝ่าย แต่เป็นปัญหาในเชิงของระบบนิเวศสื่อที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ของประชาชน
เพราะเมื่อองค์กรสื่อหนึ่งถูกฟ้องปิดปาก สื่ออื่นในระบบที่เห็นเหตุการณ์จะเกิดอาการ “เหยียบเบรกทันที" เกิดเป็นโดมิโนความกลัวที่ทำให้สื่อทั้งระบบถอยห่างจากประเด็นเสี่ยง เพราะกลัวถูกฟ้องด้วย
สภาวะ Chilling Effect หรือ ‘วัฒนธรรมการแช่แข็ง’ ที่เกิดขึ้นนี้ เข้าไปเปลี่ยนวิถีคิดและคำถามพื้นฐานในการประชุมข่าวของกอง บก. สื่อไทยอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในภาวะที่องค์กรสื่อต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในยุคเศรษฐกิจขาลง บก.และเจ้าของสื่อจึงเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยการสั่งห้ามแตะต้องประเด็นเสี่ยง จากเดิมที่เคยถกเถียงกันว่า “เรื่องนี้มีประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่?” กลายมาเป็น เรื่องนี้ทำแล้วจะมีปัญหาตามมาไหม? จะโดนฟ้องหรือกระทบใครหรือเปล่า?
“มันทำให้ทุกวันนี้ในกองข่าว พอมีคนเสนอประเด็นขึ้นมา บก. บางแห่งจะตัดบททันทีว่า 'เรื่องนี้อย่าเล่นเลย เดี๋ยวโดนฟ้องแน่นอน บริษัทนี้เขาฟ้องเก่ง ฟ้องแล้วชนะตลอด' ซึ่งพอจบแบบนี้ ข่าวสารเหล่านั้นก็ถูกลบหายไป โดยที่ประชาชนไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้น"
ดร.มานะ อธิบายว่า การเซ็นเซอร์ตัวเองจากความกลัวภายในจิตใจ เป็นกระบวนการที่ไร้ร่องรอยและไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลขคดีความในชั้นศาล
เปรียบเปรยถึงผลกระทบทางสังคม ด้วยการยกตัวอย่างผ่านกรณี 'ตึกถล่ม' หากหมาเฝ้าบ้านทำงานได้อย่างเป็นอิสระ เมื่อพบเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชันในการก่อสร้างอาคาร สื่อจะสามารถขุดคุ้ยนำเสนอมาตั้งแต่ต้นว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน โดยไม่กลัวว่าจะโดนฟ้องเพราะมีหลักฐาน ซึ่งอาจนำไปสู่การระงับก่อสร้างและป้องกันไม่ให้เกิดตึกถล่มได้
"สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่จำนวนคดีที่เรานับได้ในชั้นศาล แต่คือ 'ข่าวสารที่หายไป' หรือข่าวสืบสวนคอร์รัปชันที่ถูกพับเก็บไปตั้งแต่ยังไม่ได้เขียน" ดร.มานะกล่าว
ทางออกจาก ‘วงจรปีศาจ’
หากย้อนดูข้อมูลขององค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) เผยแพร่รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 92 ลดลงจากปีก่อนที่เคยอยู่อันดับ 85 สาเหตุเพราะกรณีการฟ้องปิดปาก สะท้อนระบบกฎหมายที่ล้มเหลวในการปกป้องสื่อ
ขณะที่ Media Alert x SPRiNG เคยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ SLAPP ไว้ มีอย่างน้อย 7 องค์กร ที่ออกรายงานสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ SLAPP ในประเทศไทย ซึ่งพบว่าคดีฟ้องปิดปากในไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าเป็นห่วง ผู้ที่ถูกฟ้องมีทั้งชาวบ้านที่ออกมาเคลื่อนไหว นักกิจกรรม และสื่อมวลชน ไม่รวมถึงกรณีที่การฟ้องกันแบบเงียบ ๆ โดยไม่ปรากฏเป็นข่าว
เฉพาะในปี พ.ศ. 2569 ก็กรณีที่สื่อมวลชนถูกฟ้องและน่าจะเข้าข่าย SLAPP หลายคดี อาทิ
แล้วหนทางที่จะทำให้สื่อไทยหลุดพ้นจากวงจรปีศาจ-ปิดปากสื่อนี้ ต้องทำอย่างไร?
สว.เทวฤทธิ์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศึกษารวบรวมข้อมูลแนวทางการจัดทำมาตรการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ บอกว่า ปัจจุบันกำลังมีความพยายามในการผลักดันร่างกฎหมาย Anti-SLAPP โดยมี 3 ร่างจาก 3 กลุ่ม คือ
แต่ความพยายามในการผลักดันกฎหมายนี้ สว.เทวฤทธิ์ชี้ว่า ยังไม่เพียงพอ ต้องไปไกลกว่านั้น โดยจะต้องขับเคลื่อนแก้ไขกฎหมาย Anti-SLAPP ควบคู่ไปกับการ ‘ปฏิรูปโครงสร้างกระบวนการยุติธรรม’ สร้างกลไก shortcut ให้อำนาจพนักงานสอบสวนและอัยการสั่งยุติคดี SLAPP ได้ตั้งแต่นอกชั้นศาล, การโยกภาระการพิสูจน์ให้ฝ่ายโจทก์เป็นผู้พิสูจน์ความจริง และการลงโทษฝ่ายฟ้องแกล้งด้วยการจ่ายค่าชดเชยแก่จำเลย รวมถึง ‘กองทุนยุติธรรม’ ก็ควรปรับบทบาทให้ออกมาทำงานเชิงรุกมากขึ้น เข้ามาสนับสนุนทั้งค่าทนายความและค่าเดินทางแก่สื่อขนาดเล็กและนักข่าวพลเมืองที่ถูกฟ้อง SLAPP อย่างทันท่วงที
ขณะที่องค์กรสื่อเอง ต้องมีการบริหารตะกร้าความเสี่ยงขององค์กร ไม่ให้พึ่งพิงงบโฆษณาจากทุนใหญ่ไม่กี่ราย และสำคัญที่สุดคือ พลังการรวมกลุ่ม ‘สมาคมวิชาชีพและสหภาพแรงงานสื่อ’ ที่เข้มแข็ง เพื่อคานอำนาจและปกป้องคนทำงานข่าวในฐานะแรงงาน ไม่ให้ถูกเจ้าขององค์กรสื่อสั่งลงโทษหรือตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจ เพราะการยืนหยัดสู้เพียงลำพัง โดยปราศจากกลไกปกป้อง รังแต่จะทำให้คนข่าวกลายเป็นเป้าโจมตีได้ง่ายดาย
"ถ้าเราสู้ขึ้นมาคนเดียว หัวไหนโผล่ เขาก็พร้อมจะตบหัวเราลงไป แต่ถ้าเรามีสมาคมวิชาชีพและสหภาพแรงงานสื่อที่ active ออกมาคุ้มครองคนทำงานในฐานะแรงงาน และมีประชาชนช่วยสนับสนุนถุงเงินให้สื่อ นั่นคือทางรอดที่แท้จริง”
สว.เทวฤทธิ์ เชื่อว่า ทางรอดเดียวที่จะทำให้สื่อไม่ต้องสยบยอมต่อกลุ่มทุนใหญ่ที่ชอบขู่ฟ้อง คือการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจ (business model) ไปสู่การพึ่งพาฐานการสนับสนุนทางเงินทุนจากประชาชนโดยตรง ประชาชนต้องปรับพฤติกรรมมาเป็น 'ผู้จ่ายเงินสนับสนุนสื่อคุณภาพ' เพื่อให้สื่อมวลชนมีฐานรายได้ที่มั่นคงและรักษาความเป็นอิสระไว้ได้ ไม่ต้องพึ่งงบโฆษณาอย่างเดียว แต่สามารถพึ่งประชาชนที่เป็นผู้รับสารคอยซัพพอร์ตได้
ข้อเสนอเชิงระบบ สร้างกลไกหนุนเสริม 'ข่าว' ประโยชน์สาธารณะ
ฟากของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ดร.มานะ มองว่า กฎหมาย Anti-SLAPP เป็นเพียงกลไก ‘ปลายทาง’ ในการจัดการคดีความเมื่อเกิดขึ้นแล้ว
สิ่งสำคัญกว่าคือการปรับโครงสร้างระบบนิเวศสื่อและการปกป้องคนทำงานตั้งแต่ต้นน้ำ ยุติการผลักภาระคดีความไปที่ตัว ‘นักข่าวภาคสนาม’ เหมือนอย่างที่ผ่านมา แต่สถาบันสื่อและองค์กรวิชาชีพต้องคืนกลไกการรับผิดชอบทางกฎหมายกลับมาสู่ระดับ ‘บรรณาธิการและผู้บริหารสื่อ’ เหมือนในอดีต
"สมัยก่อน 30-40 ปีก่อน นักข่าวทำข่าวเต็มที่ คนที่รับผิดชอบคือ บก. ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา หรือผู้บริหารสื่อ ตัวนักข่าวไม่ต้องมาแบกรับภาระในเชิงกฎหมายเลย แยกออกมา เลยไม่ค่อยกังวลว่าจะถูกฟ้อง แต่วันนี้กลายเป็นตัวนักข่าวเองที่ต้องมานั่งรับภาระตรงนี้ โดนคดีเอง ขึ้นศาลเอง มันก็เลยทำให้คนทำงานเกร็ง และไม่กล้านำเสนอข่าว”
ดร.มานะ ยอมรับว่า การห้ามไม่ให้คนทำงานข่าวหวาดกลัวการถูกฟ้องร้อง เป็นไปได้ยากเพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หากประเด็นนั้นเป็น ‘ประโยชน์สาธารณะ’ การยอมพับข่าวเก็บไป เพียงเพราะความกลัว ย่อมส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมโดยตรง
ดังนั้นสิ่งที่องค์กรสื่อและสมาคมวิชาชีพต้องทำ ไม่ใช่การสั่งห้ามนำเสนอข่าวเสี่ยง แต่เป็นการสร้างกลไกหนุนเสริมทางกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองนักข่าวอย่างจริงจัง ดังเช่นในต่างประเทศที่มีฝ่ายกฎหมายเข้ามาเป็นพันธมิตรของนักข่าว เพื่ออุดรอยรั่วและป้องกันความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด
“กองบรรณาธิการต้องมีการปรับตัวเพื่อปกป้องคนทำงานข่าวมากกว่านี้ ด้วยการจัดตั้งทีมกฎหมายหนุนเสริม และฝ่ายกฎหมายขององค์กรสื่อต้องเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ใช่เข้ามาเพื่อห้ามทำข่าว หรือ ‘สั่งแบนข่าว’ แต่ต้องเข้ามาช่วยนักข่าวว่า ต้องหาพยานหลักฐานตรงไหนเพิ่ม ต้องคุยกับแหล่งข่าวคนไหนเพิ่ม หรือต้องมีกระบวนการอะไรเพื่ออุดรอยรั่ว เพื่อให้ข่าวที่เป็นประโยชน์สาธารณะนั้นเผยแพร่ออกไปสู่สังคมได้โดยปลอดภัยที่สุด ซึ่งเท่าที่ทราบ ตอนนี้เริ่มมีการประสานกับสภาทนายความเข้ามาช่วยสู้คดีแล้ว ถือเป็นกระบวนการที่ดีมาก กลไกซัพพอร์ตทางกฎหมายแบบนี้แหละ คือหัวใจสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยคนทำงานได้"
นอกจากนี้การสร้างความตระหนักรู้ของสังคม ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมความคิด ให้มองว่า ‘เสรีภาพสื่อ’ คือ ‘เสรีภาพของประชาชน’ เพื่อให้ประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วมปกป้องสื่อจากการถูกฟ้องปิดปาก
“วันนี้สังคมและผู้รับสารต้องหันมาให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างจริงจัง ต้องรับรู้ว่ามีกระบวนการฟ้องปิดปากเกิดขึ้น และตั้งคำถามถึง ‘ข่าวสารที่หายไป’ เพื่อให้สังคมร่วมกันกดดันและรักษาการทำหน้าที่ของสื่อไว้...เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่สังคมไทยสูญเสีย คือสูญเสียการทำหน้าที่ Watchdog ที่ดีของสื่อมวลชน” ดร.มานะกล่าวทิ้งท้าย
สุดท้ายแล้วการหลุดพ้นจากวงจรของการฟ้องคดีปิดปากและการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ ไม่อาจพึ่งพาการรอคอย Anti-SLAPP แต่เพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยการประสานพลังในทุกระดับของระบบนิเวศสื่อ ตั้งแต่เจ้าของสื่อที่กล้าวางประโยชน์สาธารณะไว้เหนือความอยู่รอดระยะสั้น องค์กรวิชาชีพและสหภาพแรงงานที่ต้องไม่ปล่อยให้นักข่าวยืนสู้อย่างโดดเดี่ยว ตลอดไปจนถึงประชาชนผู้รับสารก็ต้องตระหนักว่า ‘เสรีภาพของสื่อ’ ในวันนี้ ก็คือ ‘เสรีภาพของตัวเอง’ ด้วยเช่นกัน
เพราะหากวันนี้ ‘หมาเฝ้าบ้าน’ ถูกปิดปาก และสังคมยอมปล่อยให้ความเงียบนี้ลุกลามต่อไป สิ่งที่เราอาจต้องเตรียมใจ คือเสียงที่จะได้ยินในครั้งหน้า อาจเป็นเสียงของความเดือดร้อนของผู้คน เพราะไม่มีเสียงของหมาเฝ้าบ้านคอยเห่าแจ้งเตือน.. อีกต่อไป