svasdssvasds

แก้กฎหมาย-รีสตาร์ทเลือกตั้งท้องถิ่น หยุดวงจรชิงลาออก เปลืองงบ เปลืองโอกาส

แก้กฎหมาย-รีสตาร์ทเลือกตั้งท้องถิ่น หยุดวงจรชิงลาออก เปลืองงบ เปลืองโอกาส

การชิงลาออกของการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่เทคนิคหาเสียง แต่มันคือการ "ใช้ช่องโหว่กฎหมาย" ที่แลกมาด้วยเงินภาษีและความสะดวกของประชาชน

SHORT CUT

  • นักการเมืองท้องถิ่นใช้กลยุทธ์ "ชิงลาออก" ก่อนครบวาระเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองและหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายที่จำกัดการหาเสียง
  • การลาออกลักษณะนี้ส่งผลให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดเลือกตั้งซ้ำซ้อน ลดความตื่นตัวของประชาชน และทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแอลง
  • สาเหตุสำคัญมาจากข้อกำหนดในกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น กรอบเวลาหาเสียง 180 วัน และข้อห้ามทำกิจกรรมจูงใจ 90 วันก่อนครบวาระ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ลาออก
  • ข้อเสนอแนะคือการแก้ไขกฎหมายเพื่อลดเงื่อนไขที่บีบคั้น และส่งเสริมให้มีการจัดเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นพร้อมกันเพื่อแก้ปัญหา

การชิงลาออกของการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่เทคนิคหาเสียง แต่มันคือการ "ใช้ช่องโหว่กฎหมาย" ที่แลกมาด้วยเงินภาษีและความสะดวกของประชาชน

เคยสงสัยหรือไม่ ทำไมอยู่ดีๆ นายก อบต. หรือนักการเมืองท้องถิ่นหลายที่ถึงขยัน "ชิงลาออก" ก่อนจะหมดวาระ ทั้งที่เหลืออีกไม่กี่เดือนแท้ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือ "กลยุทธ์การเมือง" ที่แฝงไปด้วยต้นทุนมหาศาลที่ประชาชนอย่างเราต้องจ่าย

ชิงลาออกก่อนครบวาระ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับการเมืองท้องถิ่น

ในกรณีของ อบต. การพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระของผู้บริหารท้องถิ่นมาจากหลายสาเหตุ หากตัดเรื่องการโดนเพิกถอนตำแหน่งโดยศาลแล้ว เหตุผลการการลาออกของนายก อบต. ยังคงวนเวียนและคล้ายคลึงกับการลาออกกลางคันของผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่น ๆ อย่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล ไม่ว่าจะเป็น ลาออกเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมือง ลาออกเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง หรือ ลาออกเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายที่ทำให้การทำงานในช่วงท้ายวาระมีข้อจำกัด รวมไปถึงเพื่อลดกรอบเวลาการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้จากบทวิเคราะห์ของณัฐกร วิทิตานนท์ เรื่องแรงจูงใจของผู้บริหารท้องถิ่นในการลาออกก่อนครบวาระในแบบต่าง ๆ ยังชี้ให้เห็นว่าทางเลือกเหล่านี้สร้างต้นทุนให้การเมืองท้องถิ่น ทั้งในแง่การแข่งขัน การใช้งบประมาณเพื่อจัดการเลือกตั้ง และการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน

ชิงลาออกก่อนครบวาระถูกใช้เป็นเกมการเมืองเพื่อสร้างความได้เปรียบ

การชิงลาออกก่อนครบวาระมักถูกใช้เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองของผู้สมัครผู้บริหารฯ คนเดิมที่ช่วงชิงความได้เปรียบในเรื่องเวลาการเตรียมตัวจากการที่ผู้สมัครรายอื่นที่ยังขาดความพร้อม

ชิงลาออกก่อนครบวาระเอื้อให้เกิดการผูกขาดอำนาจ

หากมีการเลือกตั้งนายก อบต.ไปก่อนหน้าแล้ว การเลือกตั้ง ส.อบต. ที่ติดตามมาย่อมมีการแข่งขันน้อยลง เพราะมักมีแต่กลุ่มการเมืองในฟากฝั่งเดียวกับผู้บริหารเท่านั้นที่ส่งคนลงสมัคร ทำให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอาจมาจากกลุ่มการเมืองเดียวกัน ส่งผลให้ระบบตรวจสอบอำนาจขาดประสิทธิภาพ ซึ่งการเลือกตั้งพร้อมกันมีความเป็นไปได้มากกว่าในการได้สมาชิกสภาที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับผู้บริหารฯ

เลือกตั้งมากกว่า 1 ครั้งย่อมสิ้นเปลืองงบประมาณของท้องถิ่น

การเลือกตั้งท้องถิ่นแต่ละครั้งอาศัยเงินงบประมาณของ อปท. นั้น ๆ เอง อาจมาจากการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อการเลือกตั้งโดยตรง หรือการเกลี่ยงบประมาณจากส่วนอื่นมาใช้ ซึ่งโดยปกติแล้วการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นจะจัดขึ้นในวันเดียวกัน การลาออกก่อนครบวาระและไม่ได้จัดการเลือกตั้งนายก อบต. พร้อมกับการเลือกตั้ง ส.อบต. ย่อมเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแบบซ้ำซ้อน

เลือกตั้งท้องถิ่นที่ไร้ระบบ ลดความตื่นตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

การเลือกตั้งที่มีบ่อยครั้งในระยะเวลาที่กระชั้นชิดส่งผลต่อความตื่นตัวของประชาชนโดยตรง และต้องไม่ลืมว่ามาตรการการอำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสนามท้องถิ่นยังมีน้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไป (เลือกตั้ง สส.) เพราะเลือกตั้ง อบต. ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขตและนอกราชอาณาจักร

ปรับทางเลือกใหม่ แก้ไขปัญหา 'ลาออกกลางวาระ'

สาเหตุที่ทำให้เกิด "การลาออกกลางวาระ" ของผู้บริหารท้องถิ่นมาจากข้อกำหนดของกฎหมายท้องถิ่นที่ในมุมหนึ่ง ’บีบคั้น’ ผู้บริหารท้องถิ่นให้เลือก เพื่อเลี่ยงเงื่อนไขที่จะทำให้ตัวเองมีปัญหา และในอีกมุมที่ ‘เปิดโอกาส’ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเลือกใช้เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง

ปรับข้อกฎหมายควบคุมวิธีการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นให้เหมาะสมกับความเป็นจริง

พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มี 2 เงื่อนไขที่ทำให้นายก อบต. ตัดสินใจลาออกก่อนครบวาระ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตีความกฎหมายที่อาจสุ่มเสี่ยงการโดนจับผิดและลงโทษจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาล เช่น สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง)

กรอบเวลาหาเสียง

กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นกำหนด ‘กรอบเวลา 180 วัน’ หรือประมาณ 6 เดือนก่อนวันครบวาระ ว่าเป็นช่วงที่ถือว่า ‘เริ่มหาเสียง’ แล้ว

อธิบายง่าย ๆ คือ ถ้านายก อบต. ที่กำลังดำรงตำแหน่งอยากลงสมัครอีกสมัย ทุกการกระทำในช่วง 6 เดือนนี้จะถูกนับว่าอยู่ในกรอบของกฎหมายเลือกตั้งทันที รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะต้องถูกนำไปคิดรวมเป็น ‘ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง’ ทั้งหมด

แต่ถ้านายก อบต. เลือก ‘ลาออกจากตำแหน่ง’ ก่อนครบวาระ กฎระเบียบนี้ก็จะสลายหายไป เพราะเมื่อลาออกแล้ว การนับช่วงเวลาหาเสียงจะเริ่มต้นจากวันที่ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ คือไม่เกิน 60 วันหรือประมาณ 2 เดือนหลังจากลาออกนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารท้องถิ่นบางคนจึงเลือกที่จะชิงลาออกก่อน เพื่อลดภาระในการแจ้งค่าใช้จ่ายให้เหลือน้อยลง และคุมวงเงินค่าใช้จ่ายไม่ให้เกินเพดานที่ทาง กกต. กำหนดได้ง่ายขึ้น

กรอบเวลางดทำกิจกรรมที่ส่อจูงใจการลงคะแนน

อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ต้องระวังคือ ‘90 วันก่อนครบวาระ’ หรือประมาณ 3 เดือนก่อนหมดสมัย กฎหมายระบุชัดว่าช่วงนี้ ‘ผู้บริหารท้องถิ่นห้ามทำกิจกรรมที่ส่อจูงใจให้ประชาชนลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน’ ไม่ว่าจะเป็นต่อตัวเองหรือผู้อื่น

ตัวอย่างเช่น ห้ามให้ของ มอบผลประโยชน์ จัดงานเลี้ยง จัดงานรื่นเริงที่มีการโฆษณาหาเสียง หรืออนุมัติโครงการใหม่ที่อาจตีความได้ว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยม

เพราะฉะนั้น หากมีการอนุมัติโครงการหรือจัดกิจกรรมลักษณะนี้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนครบวาระ ก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งได้เช่นกัน

ส่งเสริมการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันระหว่างฝ่ายบริหาร และฝ่ายสมาชิกสภา

ในปัจจุบัน กฎหมายเลือกตั้งของท้องถิ่น (พ.ร.บ. เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น/ผู้บริหารท้องถิ่นฯ) กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นต่างกัน คือมีข้อยกเว้นสำหรับกรณีของสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยถ้า ส.อบต. คนหนึ่งลาออกแล้วเหลือวาระการดำรงตำแหน่งเดิมไม่ถึง 180 วัน (6 เดือน) จะไม่จัดการเลือกตั้งใหม่ก็ได้ ในขณะที่ฝั่งผู้บริหารฯ ถ้ามีการลาออกแลว้ต้องจัดเลือกตั้งทันทีภายใน 60 วัน เงื่อนไขนี้ทำให้วาระของนายก อบต. และ ส.อบต. สิ้นสุดและเริ่มต้นไม่เท่ากันเมื่อมีการลาออกก่อนครบวาระเกิดขึ้น

ทางเลือกใหม่เกิดขึ้นได้เสมอ

แม้ในร่างกฎหมายท้องถิ่น 4 ฉบับที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 จะเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะในประเด็นการขยายสิทธิให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น ปลดล็อกเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการลงสมัครผู้บริหารท้องถิ่นเป็น 25 ปี ปรับระดับวุฒิการศึกษา และลดข้อจำกัดเรื่องวาระดำรงตำแหน่งของผู้บริหาร อบจ. แต่ร่างชุดดังกล่าวก็ยังคงไม่ได้แตะแก้ไขในเรื่องกลไกการจัดระเบียบ ‘วาระทางการเมือง’ ของนักการเมืองท้องถิ่นที่สร้างต้นทุนให้ประชาชนจากกรณีชิงลาออกก่อนครบวาระ เพราะเงื่อนไขทางกฎหมายที่เข้มงวดเกินความจำเป็นและความต้องการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองในพื้นที่

ที่มา : wevis 

related