
SHORT CUT
‘Active Citizen’ คือการปฏิบัติตนอย่างรับผิดชอบในฐานะพลเมืองมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีวิจารณญาณ ยึดมั่นในความเท่าเทียม ค่านิยมประชาธิปไตยและสันติวิธี
งานวิจัยของสวนดุสิตโพล โดย พรพรรณ บัวทอง ระบุว่า ‘Ignore Citizen’ เกิดจากสภาวะความเหนื่อยล้าทางการเมืองที่เชื่อว่ารัฐไม่สามารถทำจามนโยบายได้จริง
เราสามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น ‘Active Citizen’ โดยเริ่มจากการตั้งคำถามเล็กๆ จากสิ่งรอบตัว
การเป็น 'Active Citizen' ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ ลองเปลี่ยนมุมมองจาก 'Ignore Citizen' สู่การเป็นพลเมืองตื่นรู้ เพื่อช่วยขับเคลื่อนสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น
ในสถานการณ์ที่เข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง และโลกหมุนเร็วที่เต็มไปด้วยข่าวสารมากมาย หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เรามีบทบาทในสถานการณ์การเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน แล้วเราสามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้นำมาสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใส่ที่สุด
การเป็นพลเมืองที่ตระหนักรู้ต่อสิทธิและหน้าที่ของตนเองก็ถือเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีได้เช่นกัน โดยเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่าพลเมืองตระหนักรู้ ตามหลักสูตรสมรรถนะของประเทศไทยให้ความหมายของการเป็น ‘Active Citizen’ ว่าคือการปฏิบัติตนอย่างรับผิดชอบในฐานะพลเมืองไทยและพลเมืองโลก เคารพสิทธิเสรีภาพ กฎกติกาและกฎหมาย มีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีวิจารณญาณ เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ มีบทบาทการตัดสินใจและสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยยึดมั่นในความเท่าเทียม ค่านิยมประชาธิปไตยและสันติวิธี
การที่รู้ว่าสิทธิและหน้าที่ของตัวเองไม่ได้จบอยู่แค่ในคูหาเลือกตั้ง แยกขยะ หรือเสียภาษี แต่เป็นสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้เชื่อว่า เสียงของพวกเขามีความหมายและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ สถาบันพระปกเกล้าได้ให้ข้อมูลของ ‘Active Citizen’ โดยมีลักษณะดังนี้
1.การมีส่วนร่วม (Social Awareness) ‘Active Citizen’ ไม่ได้มองเห็นหรือสนใจแค่เรื่องปากท้องของตนเอง แต่มองเห็นปัญหาและจะตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว เช่น “ทำไมทางเท้าตรงนี้ถึงพัง ?” การมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามเหล่านี้คือการไม่ยอมจำนนต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น
2.บทบาท (Sense of Ownership) หลายครั้งที่หลายคนมองเห็นปัญหาและอาจจะจบด้วยการบ่นลงบนโลกโซเชียล แต่คนกลุ่มนี้จะมองว่าตนเองสามารถทำอะไรได้บ้าง และไม่ยอมนิ่งเฉยต่อปัญหา
3.พัฒนาตนเอง (Self-Development) กลุ่มคนเหล่านี้มักจะเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะพวกเขาต้องการแก้ปัญหาสังคมให้มีความถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจในความยั่งยืน และให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริงและยาวนาน
ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางความคิดและการใช้ชีวิต เราก็มักจะเห็นพลเมืองที่ตอบสนองต่องปัญหาทางสังคมกันในหลายรูปแบบ หรือที่เราเรียกว่า ‘Ignore Citizen’ พลเมืองเพิกเฉย ที่เลือกจะนิ่งเฉย หรือมองข้ามปัญหาต่อสถาการณ์รอบตัว
คือ พลเมืองที่เลือกจะ “เพิกเฉย” ต่อสถานการณ์บ้านเมือง ข่าวสาร โดยจะตัดขาดตนเองออกจากความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จากงานวิจัยของสวนดุสิตโพล โดย พรพรรณ บัวทอง ระบุว่า ‘Ignore Citizen’ เกิดจากสภาวะความเหนื่อยล้าทางการเมือง เมื่อประชาชนมองว่านโยบายของรัฐไม่สามารถตอบโจทย์ได้จริง ประกอบกับกลไกการตรวจสอบที่ทำได้ยากและซับซ้อน ทำให้เกิด ‘Learned Helplessness’ หรือการเรียนรู้ที่จะจำนน จึงเลือกถอยออกมาและปล่อยให้การตัดสินใจเป็นเรื่องของคนกลุ่มเดียว
พิจารณาตามนิยามของ สถาบันพระปกเกล้า และผลสำรวจพฤติกรรมจากสวนดุสิตโพล ปี 2568 สามารถสังเกตลักษณะของพลเมืองกลุ่มนี้ได้จาก 3 สัญญาณหลัก ดังนี้
1.มีทัศนคติที่ว่า “มันไม่ใช่เรื่องของฉัน” กลุ่มคนเหล่านี้มองว่าการเมืองหรือปัญหาสังคมเป็นเรื่องไกลตัว และมองว่าหากไม่ได้กระทบต่อตนเองโดยตรงก็ไม่มีความจำเป็นที่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
2.เลือกที่จะเป็นผู้รับชมมากกว่า ในสถานการณ์ที่มีการถกเถียงกันเรื่องนโยบาย หรือข่าวสาร กลุ่มคนเหล่านี้จะรับฟังข่าวสารแบบผ่านๆ ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
3.มุ่งเน้นพื้นที่ส่วนตัวมากกว่า โดยมองว่าการไปทำกิจกรรมภาคพลเมือง เป็นหารสูญเสียต้นทุนทางเวลาที่ไม่คุ้ม
การเปลี่ยนจากสภาวะ ‘Ignore Citizen’ ไปสู่การเป็น ‘Active Citizen’ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ แต่สามารถเริ่มได้จากปัญหาใกล้ตัวจากชีวิตประจำวันได้
1.ปรับ ‘Mindset’ ลองมองปัญหาในชีวิตประจำวันเชื่อมโยงเข้ากับนโยบาย เมื่อเราเห็นว่าผลประโยชน์ของตนเองถูกกำกับโดยการบริหารงานของรัฐ
2.ใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์ การสร้างแฮชแท็กจนทำให้ปัญหานั้นกลายเป็นประเด็นจะช่วยเพื่มความสนใจมากขึ้น แต่ก็ต้องระมัดระวังเพราะการใช้แฮชแท็กเพื่อแชร์ข้อมูลอาจเกิดการสร้างกระแส หรือ ข่าวปลอมได้ง่าย
3.ตื่นตัวอยู่เสมอ ลองเปลี่ยจากการรับข่าวสารแบบผ่านๆ มาเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นนิสัย เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมหรือนโยบายเชิงกลยุทธ์
อ้างอิงจากหลักการพลเมืองศึกษาของ สถาบันพระปกเกล้า ที่เน้นการสร้างเจตคติการเป็นเจ้าของสังคม และแนวคิดการขับเคลื่อนสังคมจากฐานรากของ British Council สรุปได้ว่า การเปลี่ยนตัวเองจาก ‘Ignore Citizen’ ให้กลายเป็น ‘Active Citizen’ ไม่ใช่การบังคับตัวเองให้สนใจทุกเรื่อง แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของตัวเอง โดยเริ่มจากการตั้งคำถามเล็กๆ กับสิ่งรอบตัว และเชื่อว่าเสียงของตัวเองมีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้