
SHORT CUT
ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ยากจากหลายปัจจัย วันนี้พาคนรุ่นใหม่! บอกเลิกค่าเช่าห้องแพงๆ มาดูความคุ้มค่า คอนโดบ้านชาวไทย และจะทำให้ไม่เสียเงินค่าเช่าห้อง ทิ้งอีกต่อไป?
ในสังคมที่ 'บ้าน' และ 'คอนโด' ควรเป็นปัจจัยพื้นฐานที่คนไทยทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน ทำอาชีพอะไร หรืออยู่ในช่วงวัยใด ความจริงที่เกิดขึ้นกลับสวนทาง เมื่อคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยต้องติดกับดักการเช่า เพราะไม่สามารถก้าวข้ามเงื่อนไขของระบบสินเชื่อได้ ทั้งปัญหาเงินดาวน์ก้อนแรกที่สูงเกินเอื้อม การทำงานอิสระที่ไม่มีสลิปเงินเดือน หรือรายได้ไม่สม่ำเสมอ ทำให้การขอสินเชื่อบ้านและคอนโดกลายเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้ต้องจ่ายค่าเช่าในราคาสูงเดือนแล้วเดือนเล่า โดยไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินใดเป็นของตัวเอง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ 'เมื่อไหร่จะมีบ้าน' แต่คือ 'จะมีทางเลือกที่ดีกว่านี้หรือไม่' หากมีโครงการที่จับมือกับสถาบันการเงินเพื่อเข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ เปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรมและจับต้องได้มากกว่าโครงการทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มค่าที่มากกว่าการเช่า ค่างวดในระดับที่ไหว ไม่มีภาระเงินดาวน์ ไม่ต้องแบกค่าใช้จ่ายระหว่างก่อสร้าง ดอกเบี้ยต่ำ และที่สำคัญคือได้ 'กรรมสิทธิ์ถาวร' นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ความฝันเรื่องการมีบ้านของคนไทย ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริงอีกต่อไป
แต่..วันนี้ มีโครงการที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ และคนที่อยากมีที่อยู่อาศัยไปของตัวเองถาวร ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้ว นั่นก็คือ โครงการบ้านชาวไทย คอนโดมีเนียมเพื่อให้คนไทยเข้าถึงง่าย และสร้างความเท่าเทียม ด้านที่อยู่อาศัย โดย บีทีเอส กรุ๊ป นำทัพโดย ‘คีรี กาญจนพาสน์’ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส ที่ได้ร่วมมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดตัวโครงการบ้านชาวไทยเพื่อช่วยให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น สำหรับโครงการจะพัฒนาคอนโดมิเนียมราคาเริ่มต้น 1 ล้านกว่าบาท รวม 12,000 ยูนิต ใน 3 ทำเลศักยภาพ ได้แก่ ศรีนครินทร์, ปทุมธานี และธนาซิตี้
แม่ทัพใหญ่ ‘คีรี กาญจนพาสน์’ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส เล่าให้ฟังว่า โครงการบ้านชาวไทย จะเป็นการสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว และช่วยในเรื่องของการเข้มงวดการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินซึ่งที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยทำงานใหม่ๆ เข้าถึงสินเชื่อยาก และถูกปฏิเสธสินเชื่อบ่อย รวมถึงไม่มีเงินดาวน์ก่อนแรก สำหรับโครงการนี้วางงบลงทุนไว้ 1 แสนล้านบาท ตั้งเป้าหมายพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ได้ประมาณ 50,000 ยูนิต ทั้งคอนโดมิเนียม และบ้าน จะทยอยๆพัฒนาโครงการไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้…จะประเดิม 2 โครงการแรก เป็นคอนโดบนทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS คือ
1. D:CODE ศรีนครินทร์
30 ตร.ม. เริ่ม 1.89 ล้านบาท
45 ตร.ม. เริ่ม 2.85 ล้านบาท
60 ตร.ม. เริ่ม 3.78 ล้านบาท
2. D:CRAFT คลองหลวง
30 ตร.ม. เริ่ม 1.6 ล้านบาท
45 ตร.ม. เริ่ม 2.4 ล้านบาท
60 ตร.ม. เริ่ม 3.2 ล้านบาท
ที่โดดเด่น คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้สนับสนุนด้านสินเชื่อสำหรับ 2 โครงการ ด้วยการออกแบบสินเชื่อให้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และไม่ต้องมีเงินจองไม่ต้องวางเงินดาวน์ และไม่ต้องผ่อนดาวน์ระหว่างก่อสร้าง พร้อมสามารถกู้ได้ 100% หรือการผ่อนต่อเดือนเหมือนอัตราค่าเช่าที่ 6,000-7,000 บาทต่อเดือน โดยโครงการบ้านชาวไทย เปิดให้ลงทะเบียนแสดงความสนใจ ตั้งแต่ 19 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา บนเว็บไซต์ บ้านชาวไทย และจะเปิดให้ชมห้องตัวอย่างในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
1. เข้าเว็บไซต์ www.baan-chaothai.com
2. กดแบนเนอร์หรือปุ่ม "ลงทะเบียน" บนหน้าเว็บไซต์
3. เลือกสัญชาติของคุณ กรอกข้อมูลส่วนตัว ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์ (1 เลขบัตรประชาชน ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั้น) จากนั้น เลือกทำเลและขนาดห้องที่สนใจ
4. สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นกู้ ระบบจะพาเข้าไป Pre-Approve วงเงินเบื้องต้นกับ ธอส. เพียงกรอกรายได้และรายจ่ายต่อเดือน
5. ลงทะเบียนเสร็จสิ้น รอการตรวจสอบคุณสมบัติ และประกาศผลผ่าน SMS หรือเว็บไซต์
จากนั้นจะพาคนรุ่นใหม่เปรียบเทียบว่าระหว่างเช่าอยู่ กับซื้อคอนโดในโครงการบ้านชาวไทย คุ้มค่ากว่ากันอย่างไร? สำหรับการเช่าคอนโดหรือห้องพักในเขตเมือง ซึ่งปัจจุบันมีค่าเช่าเฉลี่ยราว 7,000–12,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินกว่า 84,000–144,000 บาทต่อปี แม้จะตอบโจทย์เรื่องความยืดหยุ่นและไม่ต้องผูกมัดระยะยาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง เงินที่จ่ายออกไปกลับไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินใด ๆ และต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่ย้ายที่อยู่อาศัย
เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อคอนโดหรือบ้านในโครงการที่ออกแบบมาเพื่อคนมีรายได้ระดับเริ่มต้น พบว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนในหลายโครงการต่ำกว่าค่าเช่า โดยมีค่างวดเฉลี่ยประมาณ 4,000–7,000 บาทต่อเดือน ภายใต้เงื่อนไขกู้ได้ 100% ไม่ต้องวางเงินดาวน์ ฟรีค่าจอง ไม่ต้องผ่อนระหว่างก่อสร้าง และมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นราว 1.54% จุดเด่นสำคัญคือผู้ซื้อจะได้กรรมสิทธิ์ถาวร ทำให้เงินที่ผ่อนในแต่ละเดือนเปลี่ยนสถานะจาก ‘ค่าใช้จ่าย’ เป็น ‘การสะสมทรัพย์สิน’ ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การซื้ออสังหาริมทรัพย์ก็มีข้อจำกัดที่ผู้บริโภคต้องพิจารณา ทั้งภาระผูกพันทางการเงินระยะยาว ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าบำรุงรักษา รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ขณะที่การเช่ายังคงได้เปรียบในแง่ความคล่องตัว เหมาะกับผู้ที่ยังไม่แน่ใจเรื่องทำเล งาน หรือแผนชีวิตในระยะยาว และไม่ต้องรับความเสี่ยงด้านภาระหนี้
ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันจึงสะท้อนทางเลือกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่าง ‘การเช่า’ ที่จ่ายน้อย ผูกมัดต่ำ แต่ไม่สร้างทรัพย์สิน กับ ‘การซื้อ’ ที่แม้ต้องรับภาระระยะยาว แต่ให้โอกาสในการเป็นเจ้าของและสร้างความมั่นคงในอนาคต ซึ่งสุดท้ายแล้ว คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ทางเลือกใดดีกว่า แต่อยู่ที่ความพร้อมทางการเงินและเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนในช่วงเวลานั้น ๆ