
SHORT CUT
จากประเทศที่เคยต้องพึ่งพาก๊าซรัสเซียเกือบ 100% สู่การประกาศเอกราชทางพลังงานสำเร็จ! ทลายการผูกขาดด้วยสถานี LNG ลอยน้ำ และลุกขึ้นมาดันกฎหมายให้ประชาชนผลิต-ฝาก-ใช้ ไฟฟ้าข้ามเมืองได้ กลายเป็นผู้นำพลังงานสะอาดโลกที่ตั้งเป้า 100% RE ในปี 2030
ความมั่นคงในเรื่อพลังงานในปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่หลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจจากวิกฤติพลังงานและสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ที่อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดการทรัพยากรให้เพียงพอ ท่ามกลางสมรภูมิราคาพลังงานโลกที่ผันผวนหนักที่ทำให้เราอาจจะไม่สามารถควบคุมเองได้
ในขณะที่เรากำลังมองหาทางออก สาธารณรัฐลิทัวเนีย (Republic of Lithuania) นำเสนอภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ จากอดีตประเทศที่เคยเป็น ‘เกาะทางพลังงาน’ ต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเกือบ 100% สู่การเป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและการประกาศเอกราชทางพลังงานอย่างสมบูรณ์ในปี 2022
จากประเทศที่เปราะบาง ตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ลิทัวเนียและกลุ่มประเทศบอลติก (ลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย) ยังคงเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า BRELL (Belarus, Russia, Estonia, Latvia, Lithuania) ความถี่ของระบบไฟฟ้าทั้งหมดถูกควบคุมโดยศูนย์ควบคุมในกรุงมอสโก ทำให้รัสเซียสามารถใช้พลังงานเป็นเครื่องมือในการแบล็กเมล์ทางการเมือง และแทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิกได้ตลอดเวลา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดใน 2009 ลิทัวเนียต้องปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ตามข้อตกลงในการเข้าเป็นสมาชิกสภาพยุโรป เปลี่ยนจากสถานะจากผู้ส่งออกไฟฟ้าสุทธิกลายเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียสูงถึง 70-80% รัฐบาลลิทัวเนียตระหนักว่า "ความมั่นคงทางพลังงานคือความมั่นคงแห่งชาติ" และนำไปสู่การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่กล้าหาญสองประการ คือ การสร้างสถานีรับก๊าซ LNG ลอยน้ำ และการมุ่งหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนแบบสุดตัว
ยุตถศาสตร์ สถานีรับก๊าซ LNG ลอยน้ำ
ในปี 2014 ลิทัวเนียได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเปิดใช้งานสถานีรับก๊าซ LNG ลอยน้ำ (FSRU) ที่มีชื่อว่า ‘Independence’ ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการตัดขาดการผูกขาดก๊าซธรรมชาติของ Gazprom
ยุทธศาสตร์ของ FSRU Independence
การทำลายอำนาจผูกขาด ก่อนปี 2014 ลิทัวเนียต้องซื้อก๊าซจากรัสเซียในราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรปอย่างไม่มีทางเลือก การมีสถานี LNG จึงทำให้ลิทัวเนียสามารถเข้าถึงแหล่งก๊าซจากนอร์เวย์และสหรัฐอเมริกาได้โดยตรง
ผลลัพธ์
ภายหลังจากการที่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในปี 2022 ความเตรียมพร้อมของลิทัวเนียผ่านโครงการ ‘Independence’ ทำให้พวกเขาสามารถประกาศหยุดนำเข้าก๊าซจากรัสเซียได้ทันทีในเดือนเมษายน 2022 โดยไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงในการจัดหา
การปฏิวัติโครงสร้างด้วยโมเดล ‘Prosumer’ และ ‘Digital Platform’
ลิทัวเนียยังมองปึงเป้าหมายระยะยาว คือการผลิตพลังงานเองภายในประเทศ ผ่านนโยบาย ‘National Energy Independence Strategy’ (NEIS) ฉบับปรับปรุงปี 2024 คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 100% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 โดยใช้กลไก ‘Prosumer’และนวัตกรรม ‘Remote Solar Parks’
กลไกการเปลี่ยนประชาชนให้เป็น ‘Prosumer’
โดยใช้กลยุทธ์ "การทำให้พลังงานเป็นเรื่องของทุกคน" ใช้กฎหมายและแรงจูงใจทางการเงินเปลี่ยนผู้บริโภคทั่วไปให้กลายเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคในเวลาเดียวกัน ผ่านมาตรการที่รัฐให้เงินสนับสนุนสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์, ระบบ Virtual Net-metering ที่อนุญาตให้ประชาชนสามารถหักลบหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากที่หนึ่งเพื่อไปใช้ในอีกที่หนึ่งได้ และการขยายระยะเวลาฝากพลังงาน ที่สามารถผลิตไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงฤดูร้อนที่มีแดดจัด แล้วฝากไว้ในโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อดึงออกมาใช้ในช่วงฤดูหนาวได้
นวัตกรรม ‘Remote Solar Parks’ แก้ปัญหาพื้นที่จำกัดอย่างยั่งยืน
อีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลลิทัวเนียเล็งเห็นคือประชากรส่วนใหญ่อาศัยในคอนโดหรืออาคารชุดไม่สามารถติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาของตนเองได้ ลิทัวเนียแก้ปัญหา ด้วยการออกกฎหมาย ‘Remote Solar Parks’ ในปี 2019 คือผู้พัฒนาโครงการภาครัฐและเอกชน จะสร้างโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพแสงแดดสูงและค่าเช่าที่ดินต่ำ ประชาชนสามารถเข้าไปที่แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเลือกซื้อหรือเช่าความจุของโซลาร์ฟาร์มนั้นๆ ตามความต้องการการใช้งานของครัวเรือนได้ และจัดสรรหน่วยไฟฟ้า ที่ผลิตได้จากส่วนแบ่งที่ประชาชนซื้อจะถูกส่งเข้าโครงข่ายหลัก และหน่วยงานบริหารจัดการจะหักลบหน่วยไฟฟ้านี้ออกจากบิลค่าไฟรายเดือนของประชาชนผู้นั้นโดยอัตโนมัติ นวัตกรรมนี้ช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ และทำให้การเข้าถึงพลังงานสะอาดมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ไม่ว่าประชาชนจะอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวหรือห้องเช่าขนาดเล็ก
บทเรียนราคาแพงและการแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม การมุ่งสู่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูงอย่างรวดเร็วทำให้ลิทัวเนียเผชิญกับความท้าทายทางเทคนิคและเศรษฐกิจที่รุนแรง ที่ต้องเผชิญกับ ปัญหาความเสถียรของโครงข่าย ช่น ลมและแสงแดด เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงข่ายไฟฟ้าเดิมที่ออกแบบมาสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จึงเกิดปัญหา อย่างไรก็ตาม ลิทัวเนียได้แก้ปัญหาโดยการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System) ขนาด 200 MW ในปี 2023 เพื่อทำหน้าที่รักษาสมดุลความถี่ (Frequency Regulation) แทนโรงไฟฟ้าก๊าซ ขณะเดียวกันบริษัท Ignitis และ Litgrid ผู้พัฒนาโครงการก็ได้ประกาศแผนลงทุนกว่า 3.5 พันล้านยูโรเพื่อขยายโครงข่ายและติดตั้ง Smart Meters กว่า 1.2 ล้านเครื่องเพื่อให้ระบบสามารถจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างยืดหยุ่น
จากที่ต้องพึ่งพารัสเซีย สู่ประเทศที่ผลิตพลังงานสะอาดใช้เองได้
การหลุดพ้นจากการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกไม่ได้จบแค่การหาแหล่งนำเข้าใหม่ แต่คือการปฏิวัติโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่การลงทุนในโครงข่ายอัจฉริยะ ไปจนถึงการแก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกให้ประชาชน สามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยได้อย่างเต็มตัว ความสำเร็จของลิทัวเนียจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือวิสัยทัศน์และความเด็ดขาดทางนโยบาย ที่เปลี่ยนความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นเอกราชทางพลังงานอย่างสมบูรณ์