
SHORT CUT
ช่วงนี้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น พามาเปิดโครงสร้าง ‘ภาษีน้ำมัน 1 ลิตร’ คนไทยจ่ายอะไรบ้าง? เบื้องหลังราคาหน้าปั๊มที่ไม่ได้มีแค่น้ำมัน
ราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคเห็นบนป้ายหน้าปั๊มในปี 2569 แท้จริงแล้วไม่ได้สะท้อนแค่ต้นทุนน้ำมันดิบหรือค่ากลั่นเท่านั้น แต่ยังรวม “ภาษีและเงินกองทุน” หลายชั้นที่รัฐใช้เป็นเครื่องมือทั้งด้านรายได้และการบริหารเสถียรภาพพลังงาน โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานและกรมสรรพสามิต ระบุว่า โครงสร้างราคาน้ำมัน 1 ลิตร ประกอบด้วยภาษีหลักอย่าง “ภาษีสรรพสามิต” ที่จัดเก็บในอัตราแตกต่างกันตามประเภทเชื้อเพลิง เช่น เบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ซึ่งถือเป็นรายได้สำคัญของรัฐ
นอกจากนี้ ยังมี “ภาษีเทศบาล” ที่จัดเก็บเพิ่มอีก 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อนำไปพัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศ ขณะที่ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%” จะคำนวณจากราคาขายส่งรวมค่าการตลาดและภาษีอื่น ๆ ทำให้เป็นภาษีที่ผู้บริโภครับภาระโดยตรงในทุกลิตรที่เติม
อีกองค์ประกอบสำคัญคือ “เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งอัตราจะปรับขึ้นลงตามนโยบายรัฐ (เช่น ระดับประมาณ 0.0900 บาทต่อลิตรในบางช่วง) เพื่อใช้พยุงราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตราคาพลังงานโลก ส่วน “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” ที่จัดเก็บราว 0.0050 บาทต่อลิตร จะถูกนำไปใช้สนับสนุนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและพลังงานทดแทนของประเทศ
ทั้งนี้ หากอ้างอิงโครงสร้างราคาจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะพบว่า สัดส่วน “ภาษีและกองทุน” สามารถคิดเป็นหลายบาทต่อลิตร และมีผลโดยตรงต่อราคาขายปลีก ทำให้ราคาน้ำมันในไทยไม่ได้ผันผวนตามตลาดโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐในแต่ละช่วงเวลา
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ทุกครั้งที่ประชาชนเติมน้ำมัน 1 ลิตร ไม่ได้จ่ายแค่ค่าพลังงาน แต่ยังมีส่วนร่วมในการจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาประเทศ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานไปพร้อมกัน ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญของรัฐในการสร้างสมดุลระหว่างภาระค่าครองชีพกับรายได้ภาครัฐในระยะยาว