
SHORT CUT
เมื่อการตรวจสอบความโปร่งใสกลายเป็นคดีอาญา! กกต. แจ้งความเอาผิด 6 ประชาชน-นักการเมือง ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ฟ้องปิดปากประชาชน
กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด หลังจากที่ กกต. มอบหมายให้ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการฯ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราบ ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ทั้งแบบเขตและเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด
โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ.
มีรายงานบุคคลที่ กกต.แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้นมีจำนวน 6 คน ประกอบไปด้วย
โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรงโดยตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. 2560
กำหนดว่า "ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
ขณะที่มาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น "อั้งยี่" บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ส่วนมาตรา 322 ระบุว่า ผู้ใดเปิดผนึก หรือ เอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่า นั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาแสดงความเห็น หลังมีรายชื่อเป็น 1 ใน 6 บุคคล ที่กกต.แจ้งความดำเนินคดี ระบุว่า โปรดอย่าถอนการแจ้งความ เพราะ
คุณน้อง กกต. แจ้งข้อกล่าวหาผมว่า ไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ที่ คันนายาว ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569
ใครตามเฟซผม ก็จะรู้ว่าวันอาทิตย์นั้น ผมและเพื่อนๆ กว่า 10 คน ไปขี่จักรยานท่องเที่ยวกันที่เกาะเกร็ด จ. นนทบุรี ตั้งแต่เช้าถึงเย็น แถมยังบ่นว่า แดดมันร้อน
ไหนๆ ฟ้องแล้ว ช่วยระบุเวลาหน่อยว่า ตอนไหน กี่โมง ที่เห็นผมไปปรากฏตัวที่หน่วยเลือกตั้งดังกล่าว
ทั้งรองเลขา ทั้ง ผอ.กกต. กทม. ผมก็เห็นตัวท่านอยู่ที่นั่นในข่าวทีวี ถ้าผมไปจริงแล้ว ไม่ไหว้ ไม่ทักทายเลย ดูขาดมารยาทต่ออดีตผู้บังคับบัญชานะครับ
ท่านรู้ใช่ไหมว่า แจ้งความเท็จนั้นผิดกฎหมาย ต้องรับโทษทางอาญา ตาม ม. 137 และยังผิด ม.157 ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประพฤติมิชอบด้วย
รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า กกต. กำลังหลงทิศผิดทางอย่างหนัก พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสที่ กกต. ชุดนี้ใช้เวลาเพียง 17 วันในการประกาศรับรอง สส. แบบแบ่งเขตถึง 396 คน ทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเรื่องความสุจริตเที่ยงธรรม
กกต. กำลังทำพลาดที่เลือกฟ้องร้องภาคประชาชนที่พยายามเข้ามาช่วยตรวจสอบความโปร่งใสของระบบบาร์โค้ด แทนที่จะดึงประชาชนมาเป็นแนวร่วม กลับผลักให้ประชาชนกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามจนนำไปสู่การรวมตัวจัดกิจกรรมไต่สวนสาธารณะขึ้น
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ออกมายืนยันว่า การชวนกันไปสังเกตการณ์ ใช้กล้องซูมถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ติดบาร์โค้ดนั้น ไม่เป็นความผิดทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.ป.เลือกตั้งฯ ระเบียบของ กกต. หรือแม้แต่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เนื่องจากภาพบัตรเลือกตั้งไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล
กกต. ก็หาข้อกฎหมายมาห้ามไม่ได้ แต่ไปแจ้งความม.116 ฐานยุยงปลุกปั่น แจ้งความหลายคนที่ไม่ได้ถ่ายรูปแจ้งความกับไอติม สมชัย ที่ไม่ได้ไปหน้างาน
มาตรา 116 ตัวบทคือ ผู้ใดทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ตัวหนังสือ หรือวิธีการอื่น แปลว่า เขาแจ้งความจากการออกมาพูดเรื่องบาร์โค้ดครับ เขาแจ้งความจากฐานคือการพูด ไม่ใช่การถ่ายภาพ
สาเหตุที่ผมไม่โดนด้วย ไม่ใช่เพราะผมไม่ถ่ายภาพ ผมเนี่ยตัวถ่ายภาพ และบอกให้คนอื่นถ่ายภาพเลย แต่ที่ไม่โดนเพราะผมไม่ค่อยได้พูดเรื่องบาร์โค้ด สาเหตุที่ไม่ค่อยได้พูดก็เพราะเป็นเรื่องที่ผมไม่รู้ครับ เห็นคนรู้ไอทีพูดเยอะแล้วเรื่องนี้เลยขอเป็นคนฟังก่อน พูดเรื่องอื่นที่แม่นก่อน
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาของ กกต. หากพิจารณาตามองค์ประกอบของกฎหมาย กกต. อาจเข้าข่ายกลั่นแกล้งให้ประชาชนต้องโทษคดีอาญา ควรแจ้งความดำเนินคดีกลับกับ กกต. ทันที มีเนื้อหาดังนี้
ตามข่าวที่ปรากฏ ทราบว่า กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่มาสังเกตการณ์การนับคะแนน ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย ตามมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ซึ่งความหมายของคำว่า "เปิดเผย" หมายถึง ประชาชนจะดูก็ได้ จะถ่ายภาพ ถ่ายคลิป เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานก็ได้ และในอดีตกลายกรณี ภาพ และคลิปที่ประชาชนได้ถ่ายเอาไว้ กกต. ก็เอาไปใช้ในการพิจารณา ดังนั้นทั้งการเปิดเผยให้ประชาชนได้สังเกตการณ์ และเก็บหลักฐานการนับคะแนน จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งมีความเที่ยงธรรม ซึ่งสิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นสิทธิอันโดยชอบตามกฎหมาย ที่ผู้ใดจะขัดขวาง หรือละเมิดมิได้ กกต. ต้องเข้าใจในจุดนี้เสียก่อน (คิดไม่ถึงว่าผมจะต้องมาสอน กกต. ในเรื่องนี้)
ดังนั้น หากการสังเกตการณ์ หรือการทำบันทึกหลักฐานของประชาชน อยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่มีการขัดขวางกระบวนการนับคะแนนของเจ้าหน้าที่ และข้อเท็จจริงในนะหว่างการนับคะแนนเจ้าหน้าที่ก็สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นไม่ทีอุปสรรคอันใด ก็ถือว่าการสังเกตการณ์นั้น เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. แต่อย่างใด ดังนั้นข้อกล่าวตามมาตรา 66 ของ พ.ร.ป.คณะกรรมการเลือกตั้ง ที่ระบุว่าประชาชนทั้ง 6 คนขัดขวางการเลือกตั้ง ยิ่งมาตรา 66 วรรคสอง ที่ระบุว่ามีการขู่เข็ญว่าจะประทุษร้าย นี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย ดังนั้น จึงอาจพิจารณาได้ว่าการแจ้งความของ กกต. อาจเข้าข่ายเป็นการใส่ความประชาชนให้ต้องโทษคดีอาญาได้
สำหรับข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 ของ ป.อาญา ว่ายุยงปลุกปั่นให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันนี้ยิ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเลย เพราะประชาชนที่เข้าไปสังเกตการณ์ ล้วนมีเจตนาให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกฎหมาย เสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ จะเป็นการยุยงปลุกปั่นได้อย่างไร
มาตรา 209 ของ ป.อาญา ที่กล่าวหาว่าประชาชนที่มาสังเกตการณ์การเลือกตั้งเป็นอั้งยี่ ตระเตรียมการทำผิดกฎหมาย อันนี้ก็เกินเบอร์ไปมากเลย เพราะประชาชนที่มาสังเกตการณ์การนับคะแนน มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่จะปกป้องเสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนตามมาตรา 85 ของ รัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การจัดการการเลือกตั้งต้องกระทำโดยตรงและลับ และเป็นการสังเกตการณ์ตามมาตรา 117 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ถ้า กกต. ยืนยันว่าระบบการเลือกตั้ง ตลอดทุกกระบวนการล้วนเป็นระบบที่ลับตามรัฐธรรมนูญ กกต. จะหวาดหวั่นอะไร
มาตรา 322 ที่กล่าวหาว่าประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การนับคะแนน ได้เปิดผนึกเอกสารใดๆ เพื่อนำข้อความในเอกสารออกเปิดเผย ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ก็ต้องยืนยันว่า การสังเกตการณ์ของประชาชน นั้นมีวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์ว่าเสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนนั้น กกต. ได้ดำเนินการโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้มีเจตนาในการเปิดเผยข้อมูลแต่อย่างใด จริงๆ แล้ว การสังเกตการณ์ของประชาชนกลุ่มนี้ นั้นมุ่งที่จะปกป้องเสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนด้วยซ้ำ ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้กับประชาชนเลย
สำหรับมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่กล่าวหาว่าประชาชนดังกล่าวนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ทุจริต หลอกลวง ลามก หรือเป็นภัยความมั่นคง เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันนี้ยิ่งไม่เข้าเลย เพราะการสังเกตการณ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า เสรีภาพในการเลือกตั้งของประชาชนได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งมีความเที่ยงธรรม และการเผยแพร่เอกสาร และข้อมูลใดๆ ที่มาจากการนับคะแนน ซึ่ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. กำหนดให้ทำอย่างเปิดเผย ในเมื่อเอาเอกสาร หรือข้อมูลที่เปิดเผย มาเผยแพร่ต่อ แล้วจะเป็นการผิดกฎหมายได้อย่างไร
จริงๆ แล้วการแจ้งความประชาชนของ กกต. อาจมองได้ว่า กกต. กำลังละเมิดสิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนนของประชาชน ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญในการทำให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรม เท่ากับว่า กกต. กำลังบั่นทอนความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งด้วยน้ำมือของ กกต. เอง
ผมคิดว่าประชาชนที่ถูก กกต. แจ้งความ ควรจะแจ้งความดำเนินคดีกับ กกต. กลับทันที ตาม ป.อาญา มาตรา 172 ฐานให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญาแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเสียหาย (จำคุก 2 ปี ปรับ 4,000 บาท) มาตรา 173 ด้วยความที่เป็น กกต. ย่อมรู้อยู่แล้วว่าการสังเกตการณ์การนับคะแนน ที่ต้องทำอย่างเปิดเผย นั้นไม่ใช่การกระทำผิด แต่ กกต. กลับมาแจ้งว่าเป็นความผิด (จำคุก 3 ปี ปรับ 6,000 บาท) และมาตรา 175 แจ้งความเพื่อจะแกล้งให้ประชาชนต้องรับโทษทางอาญา (จำคุก 5 ปี ปรับ 10,000 บาท)
รวมทั้งพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีกับ กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้ง มาตรา 157 ของ ป.อาญา มาตรา 172 ของ พ.ร.ป.ป.ป.ช. และมาตรา 69 ของ พ.ร.ป.กกต. ให้ครบถ้วน
เพื่อให้คดี เดินไปควบคู่กัน และหากศาลท่านพิจารณาแล้วว่า ประชาชนที่เข้าไปสังเกตการณ์การนับคะแนนไม่มีความผิด กกต. ก็สมควรที่จะได้รับโทษอย่างสาสม ตามที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้กับประชาชน
ที่มา : ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร , Yingcheep Atchanont , Prinya Thaewanarumitkul