
SHORT CUT
สส.ระยอง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนเสียงคนในพื้นที่สร้าง GDP ให้ประเทศ แต่คุณภาพชีวิตยังไม่ดี ดันโมเดล "เลือกตั้งผู้ว่าระยอง" ท้องถิ่นบริหารตัวเอง
หลังการเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เราอาจได้เห็นฝีไม้ลายมือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หลายคนที่อภิปรายถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและตั้งกระทู้ถามรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
SPRiNG ได้พูดคุยกับคนรุ่นใหม่พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็น สส. ของค่ายนี้เพียงหนึ่งเดียวในภาคตะวันออก และยังควบตำแหน่งรองโฆษกพรรคอีกด้วย พศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 3 (อำเภอแกลงและอำเภอเขาชะเมา)
พศิน คือ หลานอาของสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุขและ สส.ระยอง หลายสมัย เป็นหลานลุงของ ปิยะ ปิตุเตชะ หรือ "นายกช้าง" นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับปิติ ปิตุเตชะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และฉัตรชัย ปิตุเตชะ สส.ระยอง เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้งอาสาธิตและลุงช้างก็ไม่ได้อยู่พรรคการเมืองเดียวกันอยู่แล้วตั้งแต่แรก
พศิน เล่าว่าเป็นเรื่องปกติของการเมืองและครอบครัวที่ไม่จำเป็นต้องมีความเห็นตรงกันเสนอ แต่ก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกัน กินข้าวด้วยกันได้ แค่ไม่คุยเรื่องการเมือง ยกเว้นถ้าเป็นเรื่องประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่เห็นร่วมกัน ถึงแม้จะข้ามขั้วคนละพรรคการเมืองก็คุยกันได้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด เพราะสุดท้ายแล้วเราก็เป็นผู้แทนราษฎรเหมือนกัน
เขาเองเริ่มต้นจากเห็นครอบครัวทำงานการเมืองมาโดยตลอด พอโตขึ้นมาก็อยากสืบทอดอุดมการณ์ต่อ โดยเริ่มจากทำงานการกุศล งานอาสา ทีมฟุตบอล เครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าไทย และสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นสิบปี จนมาลงเลือกตั้งในปี 2566 และพ่ายแพ้ให้กับพรรคก้าวไกล ก่อนที่จะพลิกกลับมาชนะเลือกตั้งในปี 2569
พศิน เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเขามักจะถูกโจมตีทางการเมืองว่าเป็นพวกบ้านใหญ่ มาเฟีย หรือทำสิ่งผิดกฎหมาย โดยเป็นการทำลายชื่อเสียงเพื่อหวังผลทางการเมือง ความเป็นจริงตระกูลปิตุเตชะก็คือคนทำมาหากินทั่วไป ทำสวน ทำค้าขาย ทำก่อสร้าง แต่หลังจากที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เคยออกมากำชับว่า การดูคนไม่ใช่ดูที่นามสกุล แต่ให้ดูที่พฤติกรรมของตัวบุคคล ทำให้กระแสการสาดโคลนทางการเมืองลดลงไป และหันมามองที่ตัวตนจริงๆ ของเขา ถ้าเป็นบ้านใหญ่แล้วยิ่งทำตัวไม่ดี พศินก็เห็นด้วยว่าสมควรจะถูกวิจารณ์ แต่ไม่ใช่วิจารณ์จากแค่ชื่อ
พศิน เล่าให้ฟังว่า เขาคือ สส. คนเดียวของภาคตะวันออก หน้าที่ในการรับฟังและสะท้อนเสียงของคนในพื้นที่ก็จะมากตามพื้นที่ไปด้วย แต่ก็ตั้งใจทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่าแล้วการเลือกตั้งสมัยหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาทวงคืนพื้นที่จังหวัดระยองได้มากแค่ไหน พศิน ยอมรับว่า การทำงานในพื้นที่ก็ยังเหนื่อย เพราะการเมืองในภาคตะวันออกมักจะอิงตามกระแสของ กทม. และภาคกลาง แต่การกลับมาของหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้คะแนนความนิยมของพรรคมากขึ้น เพราะทำงานเป็นฝ่ายค้านอย่างจริงจัง พศิน ยังเล่าให้ฟังอีกว่า อภิสิทธิ์ เคยพูดว่า "ผมอายุ 60 ปีแล้ว ผมอยากทำอะไรผมก็จะทำ แต่ทำในหลักการ" พศินยังย้ำว่าคนประชาธิปัตย์เชื่อมั่นในระบบและคุณค่า "ประชาธิปไตยสุจริต" เสมอมา
"พรรคดี บวกกับการที่ผมไม่หยุดเดิน และต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวแกลงและเขาชะเมาที่เลือกให้ผมได้เป็นผู้แทน ผมก็จะทำให้ดีที่สุด"
เขาเลือกเรามาเป็นผู้แทนด้วยคะแนนสุจริต เราก็ต้องทำงานให้เขาให้เต็มที่ ลงพื้นที่ไปฟังปัญหาเขาจริงๆ และต้องหาทางตามการแก้ปัญหาให้เขาให้ได้ผ่านกลไกสภา
"ถ้าเรามาคิด มามีจุดร่วมร่วมกันว่าระยองต้องพัฒนายังไง ไม่ใช่แค่ 4 ปีที่ตัวเองทำงาน แต่ต้องช่วยกันทุกคน ทุกหน่วยงาน ถ้าเราเข้าใจ 4 ปีก็ทำไม่หมด แต่ถ้าทุกคนคิดว่าผมยังมีประโยชน์ก็พร้อมที่จะทำงานต่อ แต่ถ้าตัวเองไม่ได้ทำงานต่อ แล้วชุดความคิดนี้ยังอยู่ ต่อให้จะเปลี่ยนผู้แทนไปกี่คน หรือเปลี่ยนพรรคการเมืองไปกี่พรรค แต่การเดินหน้าเพื่อประโยชน์สาธารณะยังคงต้องยังอยู่ ถ้าทุกคนคิดตรงกัน ยังไงระยองพัฒนาแน่นอน"
พศิน กล่าวว่า ต้องเป็นผู้แทนของเกษตรกร เพราะ 70% ของคนในพื้นที่เป็นเกษตรกร ทำสวนผลไม้ ทำยางพารา ปัญหาในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องน้ำ และราคาพืชผลการเกษตร
แหล่งน้ำในพื้นที่มีเยอะ แต่ถูกจัดสรรไปให้ภาคอุตสาหกรรมเยอะกว่าภาคเกษตร ทำยังไงให้เกษตรกรมีน้ำพอใช้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไข พศิน ชี้แจงว่าสุดท้ายแล้วคนในภาคอุตสาหกรรมผลักดันจีดีพี แต่พอวันหยุดก็กลับบ้าน กลับกรุงเทพฯ ไปใช้จ่ายในห้าง แต่เกษตรกรใช้จ่ายในพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า เกษตรกรมีสัดส่วนคนเยอะ แต่จีดีพีน้อย แสดงว่ารายได้พวกเขายังน้อง ทำอย่างไรให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเหมือนจีดีพีที่เมืองระยองในภาพรวมสร้างให้ประเทศชาติ
เรื่องราคาพืชผลการเกษตร ยางพาราอาจจะแก้ปัญหาด้วยการประกันราคา ส่วนทุเรียน เราต้องชูว่าทุเรียนบ้านเรามันเป็นสินค้าพรีเมียมที่ไม่ใช่แค่ราคาลูกละร้อยบาท พศิน ยกตัวอย่างกรณีดราม่าของศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เราเห็นถึงความประสงค์ดี แต่ยังสื่อสารได้ไม่ดี อย่างไรก็ตามเขาก็ทำให้แสงส่องมาที่ทุเรียนภาคตะวันออก เราต้องทำยังไงต่อให้ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์
การขายทุเรียนไม่ได้ขายง่าย ไม่เหมือนการขายสินค้าทั่วไป เสน่ห์ของการกินทุเรียนคือการแกะ การดมกลิ่น และการกิน หากเราใช้การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เหมือนโมเดลของญี่ปุ่นที่ดึงดูดคนมาท่องเที่ยวด้วยการมาชอปปิงสินค้าราคาแบรนด์เนมถูก เราก็สามารถทำได้ให้ชาวจีนบินมาเที่ยวและมากินทุเรียนราคาถูกหน้าสวน จากกิโลกรัมละ 400 บาที่ขายในจีน เขาได้มากินทุเรียนหน้าสวนที่ถูกกว่าเขาก็รู้สึกว่าเขาได้กำไร แถมยังได้มาท่องเที่ยวทะเลภาคตะวันออกและมาใช้จ่ายในประเทศไทยด้วย ซึ่งตัวเองเสนอไปยังสภาผู้แทนราษฎรแล้วและจะติดตามเรื่องนี้ต่อไป
ส่วนการจัดการกับปริมาณผลผลิตที่มากขึ้น พศิน บอกว่าเราทุกคนต้องช่วยกันให้ทุเรียน GI ภาคตะวันออกเป็นสินค้าพรีเมียม คุณภาพดี ปริมาณความต้องการของจีนและยุโรปยังมีอีกมาก ถ้าบริหารจัดการเรื่องการส่งออกดีๆ ยังไงก็ยังทำให้ทุเรียนราคาดีได้ กระทรวงพาณิชย์ต้องหาตลาดเพิ่มเพื่อสู้กับเวียดนามที่เป็นคู่แข่งในการส่งออกทุเรียนไปจีน ล้งจีนที่รับซื้อทุเรียนในไทยที่ดีเราก็ต้องส่งเสริม แต่ถ้าล้งที่เอาทุเรียนต่างชาติมาสวมสิทธิ์ก็ต้องผลักออกไป เกษตรกรก็ต้องไม่ตัดทุเรียนอ่อน ต้องทำทุเรียนให้มีคุณภาพ แต่ประเด็นสำคัญคือทุเรียนที่จะมีคุณภาพก็ต้องการน้ำในการเพาะปลูกโดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่เป็นช่วงกำลังจะให้ผลผลิต
พศิน กล่าวต่อไปอีกว่า วันนี้ระยองเป็นเมืองอุตสาหกรรม เกษตร และการท่องเที่ยว มันจะย้อนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว แต่เราจะบาลานซ์ยังไงให้พัฒนาไปได้พร้อมๆ กัน ตัวเองอยากจะชวนทุกคนมาช่วยกันคิดว่าระยองจะต้องพิเศษทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจ ระเบียงผลไม้ ดังนั้นระยองควรมีการปกครองแบบพิเศษ
พศิน เปิดเผยว่า ทุกวันนี้จำนวนประชากรในจังหวัดระยองประมาณ 700,000 คน และมีประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานในพื้นที่อีกเท่าตัว 700,000 คน แต่งบประมาณถูกจัดสรรมาตามจำนวนประชากรต่อหัว ทำให้การพัฒนาไม่เพียงพอต่อการใช้งาน น้ำไม่พอ ถนนพัง แถมยังมีมลพิษ
เขาจึงเสนอโมเดลให้ระยองเป็นเขตปกครองพิเศษที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด มีการจัดการตัวเอง เก็บภาษีมาดูแลเรื่องน้ำดิบ น้ำประปา มลพิษทางอากาศ และโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ในฐานะ สส. ฝ่ายค้าน สิ่งที่ทำได้เลยตอนนี้คือการหารือความเดือดร้อนในสภาฯ และไปตามกลไกของราชการให้ทำงานแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างรวดเร็วตรงจุด และในอนาคตตัวเองจะเสนอโมเดลนี้ในคณะกรรมาธิการด้วย เพื่อให้เมืองระยองพัฒนาก้าวหน้าต่อไปอย่างตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชน