
SHORT CUT
พรรคภูมิใจไทยเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 100 คน แต่กลไกการคัดเลือกโดยรัฐสภาถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นการออกแบบเพื่อรวบอำนาจโดยขั้วการเมืองเดียว
หลังจากที่พรรคภูมิใจไทย ที่นำโดย 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี ฐานะหัวหน้าพรรค ขยับหมากการเมืองครั้งสำคัญ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เหตุที่ภูมิใจไทยต้องชิงการนำเรื่องนี้ เพราะกระแสการเมืองเชิงลบกำลังพุ่งเข้าหา หลังจากรัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญที่คาอยู่ในวาระสอง ของรัฐสภาชุดที่ผ่านมา ทำให้ถูกวิจารณ์ในแง่ของความจริงใจ ที่จะทำตามผลประชามติของประชาชน กว่า 21.6 ล้านเสียง ที่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่
สิ่งที่อนุทิน ย้ำระหว่างการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติม คือความตั้งใจและเป็นเจตนารมณ์ของพรรค ที่เน้นรับฟังเสียง และความต้องการของประชาชน ตามผลประชามติอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่ามีความประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา
แม้ว่าภูมิใจไทย จะดับกระแสเรื่องความไม่จริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ไปได้ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องจับตา โดยเฉพาะความพยายาม 'กินรวบ' กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่แฝงไว้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติม
โดยเนื้อหาของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับอนุทิน 2 ภาพรวมมีกรอบใกล้เคียงกับฉบับอนุทิน 1 แต่เป็นฉบับปรับปรุงใหม่ที่เพิ่มความเขี้ยวลากดินกว่าเดิม
ในโมเดลของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ภูมิใจไทย” กำหนดให้ มี 'สภาร่างรัฐธรรมนูญ' หรือ สสร. 100 คน แบ่งเป็น 77 คน จากตัวแทนจังหวัดละ 1 คน อีก 23 คนมาจากสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน 7 คน ด้านรัฐศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา กำหนด 8 คน
โดย สสร.ทั้ง 100 คน แม้กำหนดให้ยึดโยงกับประชาชน ผ่านการสมัครแต่ละจังหวัด แต่ก็ไม่ได้อุดช่องโหว่ที่จะให้นักการเมือง ส่งเครือข่ายของตัวเองเข้ามาสมัคร ซึ่งกระบวนการแบบนี้เอื้อให้เกิดการ 'ฮั้ว' ได้ตั้งแต่เริ่ม
นอกจากนั้น ในการคัดกรองผู้สมัครที่จะทำหน้าที่ 'สสร.' และเลือก 'สสร.สำรอง' อีกเกือบ 300 คน ได้มอบอำนาจให้รัฐสภา เป็นผู้เลือก โดยใช้หลักการเลือกจำนวน ตามสัดส่วนเสียง สส.และ สว. ซึ่งสูตรคล้ายกับ '20 หยิบ 1' ที่พรรคประชาชน เสนอแนวทางไว้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว เพื่อให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ที่จะมีตัวแทนเข้าไปทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งรัฐบาลปัดตก
ทั้งนี้ 'ฉบับปรับปรุงใหม่' ได้ระบุไว้ว่า การเลือก สสร.ต้องกำหนดสัดส่วน สสร. ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของ สส.และ สว.
กรณีของ สส. ให้กำหนดอัตราส่วนจาก สส.ของแต่ละพรรคการเมือง เท่ากับว่าพรรคการเมืองไหน ครองเสียงข้างมากในสภาฯ เช่น พรรคภูมิใจไทย ที่มี สส. 190 เสียง ย่อมได้สิทธิ์ เลือกสสร. เข้าไปทำรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มากกว่าพรรคอันดับรอง
นอกจากนี้ยังกำหนดให้อำนาจประธานรัฐสภา คือโสภณ ซารัมย์ ผู้ที่มีสังกัดพรรคสีน้ำเงินออกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก สสร. ของสองสภาฯ ใช้ปฏิบัติอีก ซึ่งในทางปฏิบัติมีช่องทางที่ทำให้เกิดข้อได้เปรียบต่อพรรคการเมืองที่จัดสัดส่วนแล้ว ครองเสียงข้างมากที่สุด
นิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า การกำหนดให้ใช้สัดส่วนของ สส. และ สว. เพื่อเลือก สสร. เพื่อความยุติธรรมกับพรรคการเมืองที่มีสส. ซึ่งผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชน พรรคไหนได้ สส.มาก ย่อมได้สัดส่วนเลือก “สสร.” มากตาม
วิธีกำหนดสัดส่วนยังรับประกันว่าฝ่ายค้าน จะได้เลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ สสร. ขณะที่รายละเอียด อาจเหมือนการคำนวณว่า แต่ละพรรคการเมือง จะได้โควตาประธานกรรมาธิการสามัญของสภาฯ กี่คณะ ส่วนการลงคะแนนว่า สัดส่วนไหนจะได้เลือก สสร.จากจังหวัดใด เป็นรายละเอียดที่ประธานรัฐสภาจะกำหนดหลักเกณฑ์
ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน นอกจากกำหนดให้มี สสร. แล้ว ยังเขียนให้ สสร. เป็นผู้เลือกคณะทำงานอีก 2 คณะ คือ 'คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ' จำนวน 45 คน มาจาก สสร. 30 คน และ สสร. ตามบัญชีสำรอง อีก 15 คน และ “คณะกรรมาธิการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน” จำนวน 45 คน มาจาก สสร. 15 คน มาจาก สสร.สำรอง 15 คน และ บุคคลภายนอก 15 คน
โดยทั้ง 3 คณะนี้ มีความสัมพันธ์กัน คือ กมธ.ยกร่างฯ ต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแนวทางที่ กมธ.รับฟังความคิดเห็นฯเสนอ ซึ่งกำหนดแนวทางว่า ต้องรับฟัง รวบรวมความคิดเห็นประชาชนอย่างทั่วถึง รอบด้าน เป็นระบบ พร้อมกำหนดให้ สส. สว. ครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่แสดงความคิดเห็น และเสนอแนะ โดยความเห็นที่จะเสนอให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ต้องให้สภา สสร. เห็นชอบก่อน
เท่ากับว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ “ภูมิใจไทย”เสนอตัวร่าง ขีดเส้น ปูทางไว้แล้วว่า จะทำให้ 'สสร.สีน้ำเงิน' เป็นเสียงข้างมากได้อย่างไร และในการรับฟังความคิดเห็นจะคุมโทนอย่างไร เพื่อให้ “กติกาสูงสุดของประเทศ” ยังคงเป็นประโยชน์กับพวกพ้องและตนเอง
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ชี้ให้เห็นช่องโหว่ทางเทคนิคและกลไกที่น่ากังขา โดยมองว่า
สมชัย ยื่นข้อเสนอแนะว่า ควรให้ประชาชนในพื้นที่ลงคะแนนเลือกตั้งคัดกรองผู้สมัครระดับจังหวัดให้เหลือลำดับต้น ๆ ก่อน แล้วจึงให้รัฐสภาทำหน้าที่รับรอง (Endorse) เพื่อสร้างฐานยึดโยงที่แท้จริง พร้อมแนะพรรคอื่นเช่น เพื่อไทย หรือพรรคประชาชน เสนอร่างประกบเพื่อไม่ให้เงินประชามติ 3,000 ล้านบาทต้องสูญเปล่า
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ , posttoday