
SHORT CUT
เพจทางการของกระทรวงมหาดไทย และของกรมโยธาธิการและผังเมือง โพสต์ตอบโต้ สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ติดกันสองวัน คือ 13 และ 14 ต.ค. 2569 หลังเขาพูดถึงความ "อาย" ที่เป็นข้าราชการบำนาญ มท. ในกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น และวิจารณ์การย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง
.
เพจทางการของกระทรวงมหาดไทย และของกรมโยธาธิการและผังเมือง โพสต์ตอบโต้ สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ติดกันสองวัน คือ 13 และ 14 ต.ค. 2569 หลังเขาพูดถึงความ "อาย" ที่เป็นข้าราชการบำนาญ มท. ในกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น และวิจารณ์การย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง
.
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่วิวาทะของคนในวงการ แต่ชวนถามเรื่องใหญ่กว่านั้นคือ องค์กรของรัฐที่ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน ควรออกมาตอบโต้ในจังหวะและทิศทางที่ตรงกับฝ่ายการเมืองหรือไม่ และถ้าราชการหยุดทำหน้าที่คานอำนาจนักการเมือง ระบบจะเปลี่ยนไปอย่างไร
.
.
13 ต.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ‘กระทรวงมหาดไทย PR’ โพสต์ภาพประกอบข้อความโดยใช้พื้นหลังสีน้ำเงิน ระบุว่า กระทรวงไม่เห็นด้วยกับ "การให้ร้าย" ของอดีตปลัดกระทรวง พร้อมย้อนถึงวันเกษียณเมื่อ 30 ก.ย. 2567 ว่า "ก็ไม่มีใครไปส่ง จากนั้นก็มีแต่ความสงบสุข" โพสต์นี้ปิดช่องแสดงความเห็น ขณะที่ในช่องคอมเมนต์มีการโพสต์คลิปให้สัมภาษณ์ของ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน
การให้สัมภาษณ์และการออกมาแสดงความเห็นของ ‘สุทธิพงษ์ จุลเจริญ’ ว่าเขาอายทั้งเรื่องโกงสอบท้องถิ่นและปัญหาภายในกระทรวง มีฝั่งการเมืองออกมาโต้กลับเช่น พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ระบุว่า เป็นผมก็อายถูกเรียกปลัดหมื่นล้าน ด่าข้าราชการกลางที่ประชุม เอี่ยวปัญหา EEC / การให้สัมภาษณ์ของอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน กล่าวว่า น่าอายตรงไหน? ก่อนหน้านี้น่าอายกว่านี้อีก และถ้าเป็นตนจะไม่ทำในแบบเดียวกัน
นักการเมืองโต้ตอบผู้วิจารณ์การทำงานถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แต่เราเห็นไม่บ่อยนักที่ข้าราชการประจำจะออกมาพูดพ้องไปในทำนองเดียวกัน หรือที่ไม่เคยมีให้เห็นอย่างแน่นอนคือการใช้เฟซบุ๊กเพจทางการของกระทรวง ซึ่งถือเป็นช่องทางหลักในการประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ต่อสาธารณะ ทั้งนโยบาย ผลงาน กิจกรรมต่างๆ กลายเป็นพื้นที่แสดงออกความไม่พอใจต่อคำวิพากษ์วิจารณ์
นักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ข้าราชการทำงานทั้งชีวิต การโยกย้ายเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้สองทาง ถ้าข้าราชการกลุ่มหนึ่งแสดงจุดยืนคู่กับฝ่ายการเมืองฝ่ายหนึ่งในที่สาธารณะ รัฐมนตรีคนถัดไปอาจมองเขาเป็นฝ่ายเดียวกันกับฝ่ายการเมืองเก่า หากสมดุลนี้เปลี่ยนข้าง คนที่แสดงจุดยืนไว้ก่อนอาจกลายเป็นเป้า และความปลอดภัยของข้าราชการอาจขึ้นกับว่าใครอยู่ฝั่งไหน ไม่ใช่ว่าทำงานถูกต้องหรือไม่ ข้าราชการวันนี้ ยอมให้อนาคตของตัวเองแขวนไว้กับเสถียรภาพทางการเมืองแล้ว...จริงหรือ?
หน้าที่หนึ่งของข้าราชการประจำคือบอกฝ่ายการเมืองว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ตามกฎหมายและระเบียบ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า วันนี้ในกระทรวงราชสีห์ไม่เหลือคนกล้าทัดทาน ค้าน แย้ง นักการเมืองแล้ว หรือไม่? วันหนึ่งความเงียบ ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย จะกลายเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เป็นข้อกังวลเชิงโครงสร้าง สุทธิพงษ์เองฝากข้อคิดในสัมภาษณ์ไว้แล้วว่า “ข้าราชการต้องไม่เกรงกลัวอำนาจที่ไม่ชอบ และรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน”
ถ้าภาพนี้ไม่ได้จบแค่ มท. แต่เกิดขึ้นทุกกระทรวง คนที่เสี่ยงที่สุดไม่ใช่ข้าราชการ แต่คือประชาชน เพราะข้าราชการเป็นด่านแรกที่ประชาชนต้องเจอ ถ้าข้าราชการเริ่มมองว่า "ใครอยู่ฝั่งไหน" สำคัญกว่า "กฎหมายว่าอย่างไร" ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ฝั่งที่ถูกใจก็อาจได้รับบริการช้ากว่า ยากกว่า หรือไม่ได้เลย
ความเสี่ยงที่สองคือไม่มีใครเตือนว่าโครงการไหนผิดระเบียบหรือสิ้นเปลือง เมื่อทักท้วงแล้วอาจถูกตำหนิต่อหน้าที่ประชุม ถูกโต้กลับผ่านเพจทางการ หรือถูกย้าย ความเงียบก็กลายเป็นทางรอดที่ปลอดภัยที่สุด ผู้รับกรรมคือคนจ่ายภาษี ซึ่งต้องจ่ายค่าโครงการที่ไม่มีใครกล้าค้าน และอาจรู้ความจริงช้าเกินไป ทั้งเรื่องงบประมาณ การจัดซื้อ และสถานการณ์ภัยพิบัติที่ไม่มีใครกล้ารายงานข่าวร้าย
ที่ลึกกว่านั้น ถ้าตำแหน่งและความก้าวหน้าผูกกับฝ่ายการเมือง การเลือกตั้งจะกลายเป็นการชิงทั้งรัฐบาลและกลไกทั้งระบบ ใครแพ้ ข้าราชการที่เคยยืนข้างเขาก็ถูกเขย่าตามไปด้วย บริการสาธารณะสะดุดทุกครั้งที่ทิศลมเปลี่ยน ส่วนเฟซบุ๊กเพจทางการ ซึ่งเป็นช่องทางที่ประชาชนใช้ตรวจสอบประกาศและข้อมูลของรัฐ ก็จะแยกยากขึ้นเรื่อยๆ ว่าอะไรคือข้อมูลของรัฐ อะไรคือเสียงของพรรค
ราชการที่เข้มแข็งไม่ได้แปลว่าเชื่อฟังนักการเมืองที่สุด แต่แปลว่าพร้อมบอกว่า "ไม่ได้ครับ" เมื่อกฎหมายไม่อนุญาต คำถามที่เหลือจึงไม่ใช่แค่ว่าข้าราชการกลัวอะไร แต่คือเมื่อวันหนึ่งไม่มีใครกล้าพูดคำนั้น ประชาชนจะไปพึ่งใคร