
SHORT CUT
> **ทำความเข้าใจกลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดเงื่อนไขการเข้าชื่อ เสียงลงมติ และข้อห้ามรัฐบาลชิงยุบสภาในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ (สส.) ในการตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี จะส่งผลให้เกิดการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือต้องเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ทันที แม้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับตั้งแต่ปี 2478 จนถึงปัจจุบัน จะมีการใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้วมากกว่า 40 ครั้ง แต่ยังไม่เคยมีครั้งใดที่เสียงโหวตในสภาสามารถล้มรัฐบาลได้สำเร็จ
ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 151 กำหนดเงื่อนไขสำคัญไว้ว่า ฝ่ายที่ต้องการยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลหรืออภิปรายยกคณะ จะต้องรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน สส. เท่าที่มีอยู่ทั้งหมดของสภา แม้ตามกฎหมายจะไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มี สส. มากที่สุดเท่านั้น แต่ตามประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งมักจะเป็นแกนนำหลักในการยื่นเสนอญัตติอภิปรายเสมอ
การคำนวณจำนวน สส. 1 ใน 5 นั้น หากสภาผู้แทนราษฎรมี สส. ครบ 500 คน ต้องใช้ สส. เข้าชื่ออย่างน้อย 100 คน แต่หากสถานการณ์ขณะนั้นมี สส. เสียชีวิต ลาออก ขาดคุณสมบัติ หรือโดนตัดสิทธิ ทำให้จำนวน สส. ลดลง ตัวเลขการเข้าชื่อก็จะแปรผันตามจำนวน สส. ที่เหลืออยู่จริง เช่น ในกรณีที่มี สส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 494 คน ฝ่ายค้านจะต้องใช้ สส. ร่วมเข้าชื่อเสนอญัตติอย่างน้อย 99 คนขึ้นไป
รัฐธรรมนูญ มาตรา 154 กำหนดไว้ชัดเจนว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ (รวมถึงการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ) สามารถทำได้เพียง 'ปีละ 1 ครั้ง' เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้มีเวลาบริหารราชการแผ่นดิน และไม่สร้างภาระให้ฝ่ายนิติบัญญัติมากจนเกินไป โดยคำว่า 'ปี' ในทางกฎหมายให้นับตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีสมัยประชุมสามัญปีละ 2 สมัย สมัยละ 120 วัน หากยื่นอภิปรายไปแล้วในปีนั้น หากจะยื่นซักฟอกใหม่อีกครั้งจะต้องรอเปิดสมัยประชุมในปีถัดไป
การจะล้มรัฐบาลหรือปลดรัฐมนตรีกลางสภาตามมาตรา 151 วรรคสี่ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมติ 'ไม่ไว้วางใจ' จะต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส. เท่าที่มีอยู่ทั้งหมด[11] หากในสภามี สส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ครบ 500 คน ฝ่ายค้านต้องหาเสียงโหวตไม่ไว้วางใจให้ได้ตั้งแต่ 251 เสียงขึ้นไป นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้วันลงมติ ต้องเป็นวันหลังจากวันอภิปรายวันสุดท้าย เพื่อให้ สส. มีเวลาไตร่ตรองและตัดสินใจอย่างรอบคอบ
ในทางปฏิบัติ การที่ฝ่ายค้านจะรวบรวมเสียงโหวตไม่ไว้วางใจให้เกินครึ่งสภาได้นั้น จำเป็นต้องพึ่งพาเสียงโหวตจาก สส. ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 178 ได้คุ้มครองเอกสิทธิ์ของ สส. ไว้ว่า ในการอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจ สส. มีอิสระจากพรรคการเมือง และไม่อยู่ในการผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายใด ๆ
ผลลัพธ์ของการลงมติแบ่งเป็น 2 กรณี ตามมาตรา 170 (3) คือ หากรัฐมนตรีรายบุคคลได้รับมติไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีผู้นั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และรัฐบาลต้องดำเนินการปรับ ครม.[14] แต่หากผู้ที่ถูกลงมติไม่ไว้วางใจคือ 'นายกรัฐมนตรี' จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งยกคณะทันที โดยสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเริ่มต้นกระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่เพื่อจัดตั้งรัฐบาล
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญตามมาตรา 151 วรรคสอง คือ เมื่อ สส. ได้เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกรัฐมนตรีจะไม่สามารถใช้สิทธิ 'ยุบสภา' เพื่อหนีการตรวจสอบได้ เว้นแต่ฝ่ายค้านจะขอถอนญัตติออกไปเอง หรือสภาลงมติไว้วางใจรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว กฎหมายข้อนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เช่นในปี 2538 ที่รัฐบาลขณะนั้นประกาศยุบสภาก่อนหน้าการลงมติไม่ไว้วางใจเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที
ที่มา : iLaw