
SHORT CUT
“From Shock to Shift” ศุภชัย–มิเคลา ประสานวิสัยทัศน์ผู้นำธุรกิจ–UN ชู GCNT ขับเคลื่อนไทยฝ่าวิกฤติโลก สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) พร้อมด้วยนางสาวมิเคลา ฟริเบิร์ก-สตอรี (Michaela Friberg-Storey) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ร่วมสะท้อนวิสัยทัศน์ในงาน GCNT EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “From Shock to Shift: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World – จากวิกฤติโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ บทบาทของนายศุภชัยในการขับเคลื่อน GCNT อย่างต่อเนื่องสะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำภาคเอกชนไทยที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมาตั้งแต่ระยะแรก และผลักดันให้ประเด็นดังกล่าวยกระดับจากกิจกรรมเพื่อสังคมไปสู่ยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ บนเวที GCNT ในปีนี้ ผู้นำทั้งสองได้ร่วมกันย้ำว่าท่ามกลางแรงกระแทกจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยต้องเปลี่ยนความท้าทายซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส จากการ “ตั้งรับ” ไปสู่การ “ปรับเปลี่ยน” ผ่านความร่วมมือ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) กล่าวว่า “ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจไม่สามารถมองความยั่งยืนเป็นเพียงการทำโครงการหรือการตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอก แต่ต้องนำความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโต เพราะทุกการลงทุน การจัดซื้อ การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรม ล้วนส่งผลต่อผู้คน คู่ค้า ชุมชน และระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง”
นายศุภชัยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือและยกระดับระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งระบบ เพราะบริษัทขนาดใหญ่ไม่สามารถเดินหน้าเพียงลำพัง การเปลี่ยนผ่านต้องส่งต่อไปถึงคู่ค้า SMEs แรงงาน และชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี ความรู้ เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้การเติบโตสร้างผลลัพธ์ในวงกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย
ด้านนางสาวมิเคลา ฟริเบิร์ก-สตอรี ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวว่า “แรงกระแทกจากโลกไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ “Shift” จะเกิดขึ้นเมื่อภาวะผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนและการตัดสินใจของภาคเอกชนสามารถกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม การจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาประเทศได้ โดย GCNT ในฐานะเครือข่ายความยั่งยืนภาคธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของไทย จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้นำองค์กรและเปลี่ยนเจตนารมณ์ร่วมให้กลายเป็นการลงมือทำอย่างเป็นระบบ”
โดยนางสาวมิเคลาเสนอ 3 การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งเดินหน้า ได้แก่
นอกจากนี้ นางสาวมิเคลายังระบุว่า “โลกกำลังเผชิญช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถเติมเต็มได้ ภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน เงินทุนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อมีโครงการที่พร้อมต่อการลงทุน ซึ่งต้องอาศัยงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะของคนควบคู่กัน”
วิสัยทัศน์ของผู้นำทั้งสองสะท้อนทิศทางสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อน นั่นคือ การเปลี่ยนจากการรับมือกับแรงกระแทก ไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก โดยผสานศักยภาพของภาคธุรกิจ เงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเดินหน้าสู่ความยั่งยืนไม่อาจหยุดอยู่เพียง “คำมั่น” แต่ต้องสะท้อนผ่านการลงมือทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การเปลี่ยนคำมั่นสู่การปฏิบัติ การขับเคลื่อนเงินทุนให้สร้างการเปลี่ยนผ่าน ตลอดจนการยกระดับจากผู้นำองค์กรสู่ระบบนิเวศที่ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนวิกฤติของโลกเป็นโอกาสใหม่ พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว