
SHORT CUT
'ลิโอเนล เมสซี่' จารึกชื่อเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ หลังซัด 2 ประตูพาทีมชาติอาร์เจนตินาอัดออสเตรีย 2-0 ทุบสถิติโลกขึ้นแท่นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลฟุตบอลโลก
ศึกฟุตบอลโลก 2026 ในเกมนัดที่สองของกลุ่ม J ณ เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเท็กซัส ทีมชาติอาร์เจนตินาแชมป์เก่า ลงสนามพบกับออสเตรีย ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ ลิโอเนล เมสซี่ กัปตันทีม 'ฟ้าขาว' ที่ยิงคนเดียว 2 ประตูในนาทีที่ 38 และช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 95 พาทีมคว้าชัยชนะ 2-0 ส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะที่ทำประตูในรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้มากที่สุดตลอดกาลที่จำนวน 18 ประตู
สถิติดาวซัลโวฟุตบอลโลกตลอดกาลเดิมเป็นของ 'มิโรสลาฟ โคลเซ่' อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมนีที่ทำไว้ 16 ประตู การยิงเพิ่ม 2 ประตูในนัดนี้ทำให้เมสซี่ก้าวข้ามโคลเซ่ไปอย่างสง่างาม นอกจากนี้ในรายชื่อดาวยิงตลอดกาล เมสซี่ยังอยู่เหนือ โรนัลโด้ (บราซิล 15 ประตู), คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (ฝรั่งเศส 14 ประตู) และ แกร์ด มุลเลอร์ (เยอรมนี 14 ประตู) อีกด้วย
สิ่งที่ทำให้ความสำเร็จครั้งนี้ดูเหนือธรรมชาติ คือเมสซี่ทำได้ในวัย 38 ปี และนี่คือฟุตบอลโลกครั้งที่ 6 ของเขา เขายังสร้างสถิติยิงประตูติดต่อกันในฟุตบอลโลกเป็นนัดที่ 6 แล้ว แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอและความฟิตที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะอยู่ในช่วงปลายอาชีพค้าแข้งก็ตาม
ในเกมประวัติศาสตร์นี้ เมสซี่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่ง โดยในช่วงนาทีที่ 9 ของการแข่งขัน เขาพลาดโอกาสทองจากการยิงจุดโทษหลุดกรอบออกไป แต่เขาสามารถเรียกสมาธิกลับมาและทำประตูเปิดกล่องให้ทีมได้ในนาทีที่ 38 จากลูกยิงเท้าซ้ายนอกกรอบเขตโทษอันเป็นเอกลักษณ์ ก่อนจะมาย้ำชัยชนะในช่วงท้ายเกม
ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องสถิติส่วนตัว แต่ยังส่งผลให้ทีมชาติอาร์เจนตินาเก็บ 6 แต้มเต็มจากการชนะ 2 นัดติดต่อกัน การันตีการผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ 32 ทีมสุดท้ายแน่นอนแล้วในฐานะแชมป์กลุ่ม J ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นเส้นทางป้องกันแชมป์โลกได้อย่างสวยงาม
แม้เมสซี่จะครองเบอร์หนึ่ง แต่ผู้เล่นรุ่นน้องอย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ก็ฟอร์มแรงไม่แพ้กัน โดยล่าสุดยิงเพิ่มเป็น 16 ประตูในฟุตบอลโลก เทียบเท่าสถิติเดิมของโคลเซ่แล้ว รวมถึง เออร์ลิง ฮาลันด์ ที่กำลังลุ้นตำแหน่งรองเท้าทองคำในทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยคะแนนตามหลังเมสซี่เพียงประตูเดียว ทำให้ศึกฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้เป็นการขับเคี่ยวกันของยอดดาวยิงจากหลายเจเนอเรชันอย่างแท้จริง